สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ออกประกาศกำหนดอัตรา ระยะเวลา และวิธีการนำส่งค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ ในอัตรา 25 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคนต่อเที่ยว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
การออกประกาศดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ซึ่งเห็นชอบให้อัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวเรียกเก็บจากผู้ดำเนินการเดินอากาศ โดยคำนวณจากจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามายังหรือออกไปจากราชอาณาจักร
CAAT ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม ระยะเวลา และวิธีการนำส่งอย่างชัดเจน เพื่อให้การจัดเก็บเป็นไปอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการการบินพลเรือน และรองรับภารกิจด้านการกำกับดูแล รวมถึงการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศตามกรอบกฎหมาย
CAAT ยืนยันว่า การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยให้มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบินของประเทศไทยในระดับสากล
พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า CAAT จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการเข้า หรือ ออกนอกประเทศ ที่เรียกเก็บจากผู้ดำเนินการเดินอากาศ โดยคำนวณจากผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามายังหรือออกไปจากประเทศ ปัจจุบันดำเนินการจัดเก็บในอัตรา 15 บาทต่อคนต่อเที่ยว มาตั้งแต่ปี 2558 โดย จะขอปรับเป็น 25 บาทต่อคนต่อเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาสถานะการเงินของ CAAT
เนื่องจาก CAAT เป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหากำไร มีหน้าที่กำกับ ดูแล และควบคุมกิจการการบินพลเรือนของไทย ให้เป็นไปตามกฏหมายและมาตรฐานสากล ซึ่งองค์กรมีรายได้หลักจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ปัจจุบันมีเงินสะสมกองทุนราว 1,400 ล้านบาท สำหรับใช้หมุนเวียนจ่ายเงินเดือนพนักงานประมาณ 500 กว่าคน จ่ายค่าเช่าอาคาร ค่าอุปกรณ์เทคโนโลยี
CAAT ประสบปัญหาการขาดทุนจากการเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าทุน เพราะเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ CAAT เก็บค่าธรรมเนียม 15 บาทต่อคนต่อเที่ยว ขณะที่ต้นทุนต่อผู้โดยสารปัจจุบันอยู่ที่ 19.34 บาทต่อคนต่อเที่ยว จากจำนวนผู้โดยสาร 72.42 ล้านคน
ดังนั้นยิ่งผู้โดยสารเพิ่ม CAAT ก็ต้องนำเงินกองทุนขององค์กรที่มาใช้เพิ่ม เงินก็จะลดลงและไม่สามารถอยู่ได้ การพิจารณาปรับขึ้นของ CAAT ตั้งเป้าหมายแค่ขอให้เท่าทุน เพื่อให้คงสถานะการทำงานได้ และสามารถมีเงินหมุนเวียนเพื่อคงสถานะการทำงานได้ตามมาตรฐานการบิน โดยไม่ได้ต้องการเงินเพิ่มเพื่อขยายกิจการหรือสะสมกำไร
เบื้องต้นจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ก็มีการประเมินว่า หากมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 25 บาท ก็จะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียง 3-4 ปีเท่านั้น หรือจะเท่าทุนในปี 2571 เท่านั้น ซึ่ง CAAT ยังไม่ต้องการ ขึ้นราคามากในอนาคตค่อยไปว่ากันอีกครั้ง โดยจริงๆแล้วตามกฏหมาย CAAT จะสามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้ถึง 4 รายการ แต่ CAAT เก็บค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ แค่รายเดียวมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ทั้งยังไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆที่มีสิทธิเรียกเก็บได้ในอีก 3 รายการ คือ ค่าธรรมเนียมการทำการบินที่เรียกเก็บจากผู้ดำเนินการเดินอากาศที่ทำการบินขึ้นลง ณ สนามบินสาธารณะใด ๆ ในประเทศ ค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เรียกเก็บจากผู้ดำเนินการเดินอากาศที่รับขนสินค้า ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่เรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ณ จุดให้บริการใด ๆ ในประเทศ ตามอัตราร้อยละต่อลิตรที่สำนักงานประกาศกำหนด เพราะเกรงว่าท้ายที่สุดแล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านั้นจะไปลงที่ผู้โดยสารผ่านราคาตั๋วอยู่ดี
ดังนั้น CAAT จึงปรับค่าธรรมเนียมเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ และการพิจารณาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของหน่วยงานต่างๆต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง