เปิดอาณาจักร ‘พัทยา กรุ๊ป’ ต่อยอดธุรกิจบริการภาคพื้น สู่แอร์ คาร์โก้ 'พัทยา แอร์เวย์'

05 ม.ค. 2569 | 04:06 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 04:36 น.

จุดเริ่มต้นของ “พัทยา กรุ๊ป” หลังจากสร้างชื่อ “พัทยา เอวิเอชั่น” ด้วยการให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) ครอบคลุมสนามบินหลักกว่า 20 แห่งทั่วไทย และยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากมาย ล่าสุดเดินหน้าเปิดให้บริการสายการบินขนส่งสินค้า (คาร์โก้ แอร์ไลน์) รวมถึงธุรกิจการซ่อมบำรุงอากาศยาน ทางกลุ่มมองโอกาสในการขยายธุรกิจนี้อย่างไร

นายณัฏฐ์ บุณยวิชญ์กานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของกลุ่มบริษัทพัทยา และ สายการบินพัทยาแอร์เวย์ ฉายภาพการดำเนินธุรกิจของ พัทยา กรุ๊ปว่า ธุรกิจหลักของกลุ่ม คือ บริษัท “พัทยา เอวิเอชั่น” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) แก่สายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ปัจจุบัน พัทยา เอวิเอชั่น เป็นบริษัทที่ให้บริการภาคพื้นมากที่สุดในประเทศไทย โดยครอบคลุม 20 สนามบิน ทั่วประเทศ ธุรกิจหลักนี้สร้างรายได้สูงถึง 70% ของรายได้รวมของกลุ่ม และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจภาคพื้นได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีลูกค้าหลัก คือ สายการบินในประเทศ และสายการบินโลว์คอสต์ รวมถึงให้บริการในสนามบิน ภายใต้การกำกับดูแลของ AOT ทั้ง 6 แห่ง เช่น สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ และภูเก็ต

พัทยา เอวิเอชั่น จากธุรกิจบริการภาคพื้น สู่สายการบิน

จากจุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจบริการภาคพื้น ตั้งแต่ปี 2558 ที่สนามบินอู่ตะเภา ในนาม พัทยา เอวิเอชั่นเป็นที่แรก ทำให้ต่อมาก็มีการขยายไปให้บริการยังสนามบินสุวรรณภูมิ จนวันนี้ให้บริการภาคพื้น รวมกว่า 20 สนามบิน ก็ยังใช้ชื่อ พัทยา เอวิเอชั่นอยู่

อีกทั้งบริษัทยังคงขยายธุรกิจต่อเนื่อง จนมีบริษัทในเครือราวกว่า 10 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ณัฏฐ์ บุณยวิชญ์กานนท์

ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ในนาม “พัทยา แอร์คราฟท์ เมนเทนแนนซ์” Pattaya Aircraft Maintenance บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการซ่อมบำรุงเครื่องบินของตนเอง

ปัจจุบันเริ่มจากการเป็น Line Maintenance และกำลังอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT เพื่อให้บริการซ่อมบำรุงแก่สายการบินอื่น ๆ เช่น แอร์เอเชียและนกแอร์

ทั้งในอนาคตบริษัทก็มองจะขยายไปสู่การซ่อมใหญ่ (MRO) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท และอาจต้องร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่

นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฝึกอบรมด้านการบิน ในนาม “พัทยา เอวิเอชั่น เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์” (Pattaya Aviation Training Center - PATC) เป็นศูนย์ที่ได้รับการอนุมัติจาก CAAT ซึ่งให้บริการฝึกอบรม ครอบคลุมบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินทั้งหมด ทั้งพนักงานภาคพื้น ช่าง นักบิน เจ้าหน้าที่ขนส่งสินค้า จุดเด่นคือการได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้าน Dangerous Goods (DG) ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 2 แห่ง

บริษัทในเครือพัทยา กรุ๊ป

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตในการจัดหลักสูตร ปวส. ที่นักเรียนจะได้รับทั้งวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตช่างที่รับรองโดย CAAT เมื่อเรียนจบ

รวมถึงธุรกิจบริหารโรงแรม ภายใต้ “พัทยา ฮอสพิทาลิตี้ แมเนจเม้นท์” บริหารโรงแรม สิรินพลา ระยอง ใกล้สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นการบริหารโรงแรมให้กับหน่วยงานรัฐหรือทหาร ซึ่งมักมีพื้นที่ทำเลดีแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ขาดทุน ทางกลุ่มบริษัทก็เข้าไปปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่เหล่านั้นให้กลับมาทำกำไรได้

พัทยา แอร์เวย์ ปักธงธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ (แอร์คาร์โก้)

ล่าสุดได้ขยายธุรกิจครั้งสำคัญเข้าสู่สายการบินขนส่งสินค้า ในนาม “พัทยา แอร์เวย์” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่ม การตัดสินใจจัดตั้งสายการบินขนส่งสินค้า (Cargo Airline) เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่สายการบินผู้โดยสารหยุดบินทั้งหมด แต่สายการบินขนส่งสินค้ายังคงดำเนินงานได้ต่อเนื่อง

อีกทั้งกลุ่มบริษัท ก็มีบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าอยู่แล้วในชื่อ พัทยา คาร์โก้ โซลูชั่น ได้เริ่มจากการเช่าเหมาลำ เพื่อขนส่งสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของตนเอง เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาด อีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต และการขนส่งสินค้าเข้าออกจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดแนวคิดว่าการทำธุรกิจการบินควรเน้นไปที่การขนส่งสินค้า ซึ่งน่าจะดีกว่าการขนส่งผู้โดยสาร

พัทยา แอร์เวย์

การลงทุนในธุรกิจสายการบินนี้ถือว่าสูงมาก โดยมีงบประมาณที่ใช้ไปในการขออนุญาต, การนำเครื่องบินเข้า และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการ เกินกว่าทุนจดทะเบียนไปแล้ว และคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบันสายการบินใช้เครื่องบินรุ่น ATR 72-500 จำนวน 2 ลำ ขนส่งสินค้าได้ 7.7 ตัน ตลาดหลักที่สายการบิน คือ เอเชียตะวันออกใต้ เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องบินที่สามารถบินได้ประมาณ 1.5 - 3 ชั่วโมง ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการบรรทุกเฉลี่ยอยู่ที่ 80%

สายการบินเน้นการบินในเส้นทางต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน, จุดหมายปลายทางหลักได้แก่ ย่างกุ้ง (พม่า), พนมเปญ (กัมพูชา) และไซ่ง่อน/โฮจิมินห์ (เวียดนาม)

กลยุทธ์สำคัญคือการทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” (Hub) ให้กับสายการบินขนาดใหญ่ที่บินมาจากยุโรป จีน และอินเดีย, สายการบินเหล่านี้จะนำสินค้ามาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นพัทยา กรุ๊ป จะทำการถ่ายลำสินค้าจากเครื่องบินใหญ่ไปสู่เครื่องบินขนาดเล็ก (ATR) เพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับการแข่งขันในธุรกิจนี้ แม้ว่าคู่แข่งหลักในตลาดนี้จะเป็นสายการบินผู้โดยสารที่สามารถขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องในราคาถูกกว่า แต่ข้อได้เปรียบที่สำคัญของสายการบินขนส่งสินค้าของพัทยา กรุ๊ป คือการให้บริการแบบคาร์โก้ทั้งลำ ในรูปแบบ เช่าเหมาลำ และ Non-Stop ซึ่งทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องของเวลาที่ต้องการความเสถียรและความแน่นอนของตารางเวลาบิน

ในขณะที่เที่ยวบินผู้โดยสารจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา นอกจากนี้ สินค้าบางประเภท เช่น พืชผัก ผลไม้ หรือสินค้าที่ต้องส่งด่วน ไม่สามารถพึ่งพาการขนส่งทางเรือหรือรถยนต์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอากาศเท่านั้น

กางแผน 5 ปีลงทุน 4 พันล้าน ขยายฝูงบินรวมเป็น 5 ลำ

ในส่วนแผนการขยายฝูงบินและเป้าหมายในอนาคต ตามแผน 5 ปี มองว่าจะต้องขยายเครื่องบินเพิ่มเป็น 5 ลำ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอยู่ระหว่าง 3- 4 พันล้านบาท มองไว้ว่าภายใน 3 ปี จะใช้เครื่องบิน ATR รวม 3 ลำ ส่วนปีที่ 4 และ 5 จะเริ่มนำเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ (Narrow Body - NAR) คือ Boeing 737 Fretter จำนวน 2 ลำ ซึ่งเครื่อง Boeing 737 สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดถึง 20 ตัน

รวมไปถึงมองการขยายเส้นทางในปีถัดไป มีแผนจะเพิ่มจุดหมายปลายทางใหม่ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์, ปีนัง (มาเลเซีย) และ ฮานอย (เวียดนาม) ขณะที่เป้าหมายระยะยาว ก็มองการขยายเส้นทางไปยัง จีน เช่น กวางโจว และเซินเจิ้น และ ญี่ปุ่น เกาหลี

อย่างไรก็ตาม การบินเข้าจีนยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ต้องมีเครื่องบิน 3 ลำและต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการจีนก่อน และคาดการณ์ว่ารายได้ของสายการบินจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

ขณะที่รายได้รวมทั้งกลุ่มของพัทยา กรุ๊ป อยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 20% และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 15-20% ในปีปกติ

แม้ว่าธุรกิจภาคพื้นจะทำกำไรแล้ว แต่ธุรกิจสายการบินขนส่งสินค้ายังอยู่ในช่วงของการลงทุนและคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกำไรชัดเจนในอีกประมาณ 5 ปี เนื่องจากมองว่าตลาดขนส่งสินค้าทางอากาศมีการเติบโตที่ชัดเจนและเกิน 100% ตั้งแต่ช่วงหลังโควิดเป็นต้นมา 

อย่างไรก็ตามก็มีความท้าทาย คือปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและเวียดนาม กลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแทนประเทศไทย ทำให้สินค้าที่ต้องส่งออกส่วนใหญ่มิได้ถูกผลิตในไทย

จึงเสนอว่ารัฐบาลควรส่งเสริมและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติให้กลับมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะด้านภาษีและนโยบายที่มั่นคง เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง