นายณัฏฐ์ บุณยวิชญ์กานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของกลุ่มบริษัทพัทยา และ สายการบินพัทยาแอร์เวย์ ฉายภาพการดำเนินธุรกิจของ พัทยา กรุ๊ปว่า ธุรกิจหลักของกลุ่ม คือ บริษัท “พัทยา เอวิเอชั่น” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) แก่สายการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบัน พัทยา เอวิเอชั่น เป็นบริษัทที่ให้บริการภาคพื้นมากที่สุดในประเทศไทย โดยครอบคลุม 20 สนามบิน ทั่วประเทศ ธุรกิจหลักนี้สร้างรายได้สูงถึง 70% ของรายได้รวมของกลุ่ม และตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจภาคพื้นได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีลูกค้าหลัก คือ สายการบินในประเทศ และสายการบินโลว์คอสต์ รวมถึงให้บริการในสนามบิน ภายใต้การกำกับดูแลของ AOT ทั้ง 6 แห่ง เช่น สุวรรณภูมิ เชียงใหม่ และภูเก็ต
จากจุดเริ่มต้นในการดำเนินธุรกิจบริการภาคพื้น ตั้งแต่ปี 2558 ที่สนามบินอู่ตะเภา ในนาม พัทยา เอวิเอชั่นเป็นที่แรก ทำให้ต่อมาก็มีการขยายไปให้บริการยังสนามบินสุวรรณภูมิ จนวันนี้ให้บริการภาคพื้น รวมกว่า 20 สนามบิน ก็ยังใช้ชื่อ พัทยา เอวิเอชั่นอยู่
อีกทั้งบริษัทยังคงขยายธุรกิจต่อเนื่อง จนมีบริษัทในเครือราวกว่า 10 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ในนาม “พัทยา แอร์คราฟท์ เมนเทนแนนซ์” Pattaya Aircraft Maintenance บริษัทนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีนี้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการซ่อมบำรุงเครื่องบินของตนเอง
ปัจจุบันเริ่มจากการเป็น Line Maintenance และกำลังอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT เพื่อให้บริการซ่อมบำรุงแก่สายการบินอื่น ๆ เช่น แอร์เอเชียและนกแอร์
ทั้งในอนาคตบริษัทก็มองจะขยายไปสู่การซ่อมใหญ่ (MRO) ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท และอาจต้องร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่
นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฝึกอบรมด้านการบิน ในนาม “พัทยา เอวิเอชั่น เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์” (Pattaya Aviation Training Center - PATC) เป็นศูนย์ที่ได้รับการอนุมัติจาก CAAT ซึ่งให้บริการฝึกอบรม ครอบคลุมบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินทั้งหมด ทั้งพนักงานภาคพื้น ช่าง นักบิน เจ้าหน้าที่ขนส่งสินค้า จุดเด่นคือการได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้าน Dangerous Goods (DG) ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 2 แห่ง
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตในการจัดหลักสูตร ปวส. ที่นักเรียนจะได้รับทั้งวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตช่างที่รับรองโดย CAAT เมื่อเรียนจบ
รวมถึงธุรกิจบริหารโรงแรม ภายใต้ “พัทยา ฮอสพิทาลิตี้ แมเนจเม้นท์” บริหารโรงแรม สิรินพลา ระยอง ใกล้สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นการบริหารโรงแรมให้กับหน่วยงานรัฐหรือทหาร ซึ่งมักมีพื้นที่ทำเลดีแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ขาดทุน ทางกลุ่มบริษัทก็เข้าไปปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่เหล่านั้นให้กลับมาทำกำไรได้
ล่าสุดได้ขยายธุรกิจครั้งสำคัญเข้าสู่สายการบินขนส่งสินค้า ในนาม “พัทยา แอร์เวย์” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่ม การตัดสินใจจัดตั้งสายการบินขนส่งสินค้า (Cargo Airline) เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ในขณะที่สายการบินผู้โดยสารหยุดบินทั้งหมด แต่สายการบินขนส่งสินค้ายังคงดำเนินงานได้ต่อเนื่อง
อีกทั้งกลุ่มบริษัท ก็มีบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าอยู่แล้วในชื่อ พัทยา คาร์โก้ โซลูชั่น ได้เริ่มจากการเช่าเหมาลำ เพื่อขนส่งสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าของตนเอง เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตลาด อีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโต และการขนส่งสินค้าเข้าออกจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดแนวคิดว่าการทำธุรกิจการบินควรเน้นไปที่การขนส่งสินค้า ซึ่งน่าจะดีกว่าการขนส่งผู้โดยสาร
การลงทุนในธุรกิจสายการบินนี้ถือว่าสูงมาก โดยมีงบประมาณที่ใช้ไปในการขออนุญาต, การนำเครื่องบินเข้า และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการ เกินกว่าทุนจดทะเบียนไปแล้ว และคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ปัจจุบันสายการบินใช้เครื่องบินรุ่น ATR 72-500 จำนวน 2 ลำ ขนส่งสินค้าได้ 7.7 ตัน ตลาดหลักที่สายการบิน คือ เอเชียตะวันออกใต้ เนื่องจากข้อจำกัดของเครื่องบินที่สามารถบินได้ประมาณ 1.5 - 3 ชั่วโมง ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการบรรทุกเฉลี่ยอยู่ที่ 80%
สายการบินเน้นการบินในเส้นทางต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน, จุดหมายปลายทางหลักได้แก่ ย่างกุ้ง (พม่า), พนมเปญ (กัมพูชา) และไซ่ง่อน/โฮจิมินห์ (เวียดนาม)
กลยุทธ์สำคัญคือการทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” (Hub) ให้กับสายการบินขนาดใหญ่ที่บินมาจากยุโรป จีน และอินเดีย, สายการบินเหล่านี้จะนำสินค้ามาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นพัทยา กรุ๊ป จะทำการถ่ายลำสินค้าจากเครื่องบินใหญ่ไปสู่เครื่องบินขนาดเล็ก (ATR) เพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับการแข่งขันในธุรกิจนี้ แม้ว่าคู่แข่งหลักในตลาดนี้จะเป็นสายการบินผู้โดยสารที่สามารถขนส่งสินค้าใต้ท้องเครื่องในราคาถูกกว่า แต่ข้อได้เปรียบที่สำคัญของสายการบินขนส่งสินค้าของพัทยา กรุ๊ป คือการให้บริการแบบคาร์โก้ทั้งลำ ในรูปแบบ เช่าเหมาลำ และ Non-Stop ซึ่งทำให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องของเวลาที่ต้องการความเสถียรและความแน่นอนของตารางเวลาบิน
ในขณะที่เที่ยวบินผู้โดยสารจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และเวลา นอกจากนี้ สินค้าบางประเภท เช่น พืชผัก ผลไม้ หรือสินค้าที่ต้องส่งด่วน ไม่สามารถพึ่งพาการขนส่งทางเรือหรือรถยนต์ได้ จึงจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอากาศเท่านั้น
ในส่วนแผนการขยายฝูงบินและเป้าหมายในอนาคต ตามแผน 5 ปี มองว่าจะต้องขยายเครื่องบินเพิ่มเป็น 5 ลำ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอยู่ระหว่าง 3- 4 พันล้านบาท มองไว้ว่าภายใน 3 ปี จะใช้เครื่องบิน ATR รวม 3 ลำ ส่วนปีที่ 4 และ 5 จะเริ่มนำเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ (Narrow Body - NAR) คือ Boeing 737 Fretter จำนวน 2 ลำ ซึ่งเครื่อง Boeing 737 สามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดถึง 20 ตัน
รวมไปถึงมองการขยายเส้นทางในปีถัดไป มีแผนจะเพิ่มจุดหมายปลายทางใหม่ ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์, ปีนัง (มาเลเซีย) และ ฮานอย (เวียดนาม) ขณะที่เป้าหมายระยะยาว ก็มองการขยายเส้นทางไปยัง จีน เช่น กวางโจว และเซินเจิ้น และ ญี่ปุ่น เกาหลี
อย่างไรก็ตาม การบินเข้าจีนยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ต้องมีเครื่องบิน 3 ลำและต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการจีนก่อน และคาดการณ์ว่ารายได้ของสายการบินจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี
ขณะที่รายได้รวมทั้งกลุ่มของพัทยา กรุ๊ป อยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 20% และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 15-20% ในปีปกติ
แม้ว่าธุรกิจภาคพื้นจะทำกำไรแล้ว แต่ธุรกิจสายการบินขนส่งสินค้ายังอยู่ในช่วงของการลงทุนและคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกำไรชัดเจนในอีกประมาณ 5 ปี เนื่องจากมองว่าตลาดขนส่งสินค้าทางอากาศมีการเติบโตที่ชัดเจนและเกิน 100% ตั้งแต่ช่วงหลังโควิดเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตามก็มีความท้าทาย คือปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชาและเวียดนาม กลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแทนประเทศไทย ทำให้สินค้าที่ต้องส่งออกส่วนใหญ่มิได้ถูกผลิตในไทย
จึงเสนอว่ารัฐบาลควรส่งเสริมและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติให้กลับมาลงทุนในไทย โดยเฉพาะด้านภาษีและนโยบายที่มั่นคง เพื่อใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง