
ตลาดสกินแคร์แข่งเดือด ‘พิณนารา’ เร่งขยายช่องทางขาย ทุ่ม 100 ล้านเพิ่มกำลังผลิต
พิณนาราเร่งขยายตลาดสกินแคร์ รับการแข่งขันด้านช่องทางจำหน่ายและการเข้าถึงผู้บริโภค ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 300 ล้านบาท วางเป้ารายได้ 500 ล้านบาทในปี 2571
KEY
POINTS
- แบรนด์ ‘พิณนารา’ ทุ่มงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตและลงทุนเครื่องจักรใหม่ รองรับเป้าหมายการเติบโต
- เร่งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นกลุ่มโมเดิร์นเทรด ร้านค้าปลีกความงาม และตลาดส่งออก
- เตรียมเพิ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว "ไบรท์-พิชญทัฬห์" เป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรก และเพิ่มจำนวนอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์
ตลาดสกินแคร์ไทยยังเป็นพื้นที่แข่งขันของแบรนด์ที่ต้องเร่งขยายช่องทางจำหน่ายและฐานลูกค้า โดยเฉพาะการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุด บริษัท นารา ทรี จำกัด เจ้าของแบรนด์ “พิณนารา” เดินหน้าขยายธุรกิจผ่านโมเดิร์นเทรด ร้านค้าปลีกความงาม และตลาดส่งออก ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโตในระยะต่อไป
ตลาดสกินแคร์แข่งเดือด ‘พิณนารา’ เร่งขยายช่องทางขาย
นายปณต โชควัฒนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นารา ทรี จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทและธุรกิจในเครือมีรายได้รวมเกือบ 200 ล้านบาท โดย 70% มาจากเซรั่มมะพร้าวพิณนารา และอีก 30% มาจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ขณะที่ยอดขายสะสมของเซรั่มมะพร้าวอยู่ที่กว่า 10 ล้านขวด
ปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาท และวางเป้าหมายเพิ่มเป็น 500 ล้านบาทในปี 2571 พร้อมเตรียมงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตและลงทุนเครื่องจักร คาดแล้วเสร็จช่วงปลายปีนี้
รายได้ในประเทศโตแรง
ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบันรายได้มาจากตลาดในประเทศ 58% นักท่องเที่ยวต่างชาติ 22% และการส่งออก 20% บริษัทจึงมุ่งขยายการวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกความงาม เช่น บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ วัตสัน และ EVEANDBOY รวมถึงช่องทางต่างประเทศอย่างบิ๊กซีฮ่องกงและวัตสันไต้หวัน พร้อมตั้งเป้าขยาย Pinnara Store เป็น 30 สาขาทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเพิ่มงบการตลาดรวมกว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านสื่อโฆษณานอกบ้านและช่องทางออนไลน์ พร้อมเปิดตัว “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” เป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรก และเพิ่มจำนวนอินฟลูเอนเซอร์ในไทยจาก 200 คนเป็น 500 คนในปี 2569 ควบคู่กับการใช้ Local KOLs ในตลาดต่างประเทศเพื่อขยายฐานผู้บริโภค






