thansettakij
thansettakij
‘ลอรีอัล’ ครึ่งปีแรก 69 โต 6.5% กวาดลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี เสริมทัพบิวตี้ไทย 4 แบรนด์

‘ลอรีอัล’ ครึ่งปีแรก 69 โต 6.5% กวาดลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี เสริมทัพบิวตี้ไทย 4 แบรนด์

10 ส.ค. 69 | 07:49 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ส.ค. 69 | 07:58 น.

ลอรีอัล กรุ๊ป โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 ยอดขาย 2.377 หมื่นล้านยูโร โต 6.5% เหนือตลาดความงามโลก อีคอมเมิร์ซโตเลขสองหลัก ขณะที่ SAPMENA-SSA โตแรง 13.8% พร้อมขยายพอร์ตผ่านดีลลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี และรุกตลาดไทย เปิด 4 แบรนด์ใหม่เสริมพอร์ต

KEY

POINTS

  • ลอรีอัลยอดขาย 2.377 หมื่นล้านยูโร เติบโต 6.5%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าตลาดความงามทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยอีคอมเมิร์ซเติบโตในระดับสองหลัก และเติบโตเร็วกว่าตลาดเกือบสองเท่า
  • การเติบโตในทุกแผนกผลิตภัณฑ์ และทุกภูมิภาค: แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ และแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษ และภูมิภาค SAPMENA-SSA นำการเติบโต
  • สัญญาลิขสิทธิ์เอ็กซ์คลูซีฟระยะเวลา 50 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามและน้ำหอมแบรนด์กุชชี่ (Gucci) ร่วมกับเคอริ่ง (Kering)
  • ประเทศไทยเปิดตัว 4 แบรนด์ใหม่ปี 2569 สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals), ดร.จี (Dr.G), เมทริกซ์ (Matrix) และ คัลเลอร์ วาว (Color Wow) ดันตลาดดูแลผิวและเส้นผม

นายนิโคลา ฮิโรนิมุส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวถึงผลประกอบการดังกล่าวว่า: “ลอรีอัลสามารถทำผลงานในครึ่งปีแรกปี 2026 ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเติบโตถึง +6.5% และยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและขยายผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าตลาดความงามทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตดังกล่าวครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทุกกลุ่มธุรกิจ และทุกภูมิภาค

 

นายนิโคลา ฮิโรนิมุส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กรุ๊ป

 

ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 2 กลไกสำคัญ ได้แก่ การดำเนินกลยุทธ์นวัตกรรมอย่างราบรื่น และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความคล่องตัวและเติบโตสูงสุดในอุตสาหกรรมแบรนด์ดั้งเดิมของลอรีอัลยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแบรนด์พอร์ตโฟลิโอก็ทรงพลังยิ่งขึ้นจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ รวมถึง แบรนด์ล่าสุดจาก เคอริ่ง บิวตี้ (Kering Beauté) นวัตกรรมของเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ

โดยมี AI เข้ามาช่วยรักษาจังหวะการขับเคลื่อนนี้ไว้ แต่ละประเทศยังสามารถบริหารรูปแบบการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรุกครองตลาดออนไลน์ด้วยความเป็นเลิศด้านดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์แบรนด์ระดับเหนือชั้นในช่องทางออฟไลน์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลอรีอัล กรุ๊ป อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าที่เคยในการเดินหน้าคว้าชัยชนะในอุตสาหกรรมความงาม และบรรลุตามเป้าในปีนี้ต่อไป”

สรุปผลการดำเนินงานตามแผนก

แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพเติบโตขึ้น 11.6%

แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นและทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดซาลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยขับเคลื่อนจากการยกระดับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสู่ความพรีเมียม (Premiumisation) อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หลากหลายช่องทาง (Omnichannel) ที่ประสบความสำเร็จ และการมุ่งเน้นยกระดับอุตสาหกรรมซาลอนผ่านบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เคเรสตาส กลอส แอ็บโซลู ครีม (Kérastase Gloss Absolu Crème) และ ลอรีอัล โปรเฟสชันแนล เคราติน อัลฟา สลีค (L’Oréal Professionnel Keratin Alpha Sleek)

 

‘ลอรีอัล’ ครึ่งปีแรก 69 โต 6.5% กวาดลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี เสริมทัพบิวตี้ไทย 4 แบรนด์

 

แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค เติบโตขึ้น 4.3%

แผนกเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีอัตราเร่งที่ดีขึ้นระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง หนุนด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจากแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris) ทุกหมวดหมู่เติบโตขึ้นด้วยแผนงานด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเติบโตในระดับสองหลักและเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด เมคอัพเติบโตด้วยนวัตกรรม เช่น มาสคาร่า เอ็กซ์เทนชันนิสต์ จาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Extensionist Mascara) และ เซรั่ม ลิปสติก จาก เมย์เบลลีน นิวยอร์ก (Maybelline New York Serum Lipstick)

รวมถึงผลงานอันแข็งแกร่งจาก 3CE กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้รับประโยชน์จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น  รีไวทัลลิฟท์ ฟิลเลอร์ กลาส สกิน ลิควิด ครีม จาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Revitalift Filler Glass Skin Liquid Cream) ด้าน ดร.จี (Dr.G) เริ่มขยายตลาดระดับโลกโดยเปิดตัวแล้วในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง เติบโตขึ้น 5.1%

แผนกสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโตเร็วกว่าตลาดความงามระดับพรีเมียมทั่วโลกถึงสองเท่า กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำหอมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสองหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอันงดงามของ พาราไดม์ โดย พราด้า (Prada Paradigme) ที่ก้าวขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมระดับบล็อกบัสเตอร์ และการรุกตลาดอย่างประสบความสำเร็จของ เอ็มโพริโอ อาร์มานี่ (Emporio Armani)) ควบคู่ไปกับผลงานอันยอดเยี่ยมของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ลิเบรอ (Libre) โดย อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent)  ซึ่งขึ้นแท่นเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิงอันดับหนึ่งของโลก และ มายเซลฟ์ (MYSLF) 

ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีอัตราการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น ขับเคลื่อนจากความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์ รีพลาสที (Replasty) จาก เฮเลน่า รูบินสไตน์ (Helena Rubinstein) จากการเปิดตัว แอบโซลู ลองเจวิตี้ เอ็มดี โดย ลังโคม  (Lancôme Absolue Longevity M.D.) ที่มีแนวโน้มสดใส ทำให้ ลอรีอัล ลุกซ์ สามารถต่อยอดการเติบโตจากเทรนด์ลองเจวิตี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

‘ลอรีอัล’ ครึ่งปีแรก 69 โต 6.5% กวาดลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี เสริมทัพบิวตี้ไทย 4 แบรนด์

 

แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เติบโตขึ้น 10.6%

แผนกสร้างการเติบโตในระดับสองหลักได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดทำผลงานได้ดีอย่างแข็งแกร่งจากการเปิดตัว เซราวี ซัน (CeraVe Sun) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างที่แสวงหาการปกป้องจากรังสียูวีที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay), เซราวี (CeraVe)  และ สกินซูติคัลส์  (SkinCeuticals) ต่างเติบโตในระดับสองหลักทั้งหมด

โดย ลา โรช-โพเซย์ ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์หลักเช่นซิคาพลาสต์ (Cicaplast)  ผสานกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ไฮยาลู บีไฟฟ์ เซอแรคทีเวทิด (Hyalu B5 Suractivated) ทางด้าน สกินซูติคัลส์  ยังคงเติบโตในระดับสองหลักจากผลประกอบการอันแข็งแกร่งในเอเชียเหนือและความสำเร็จของ เอ.จี.อี อินเทอร์รัปเตอร์ อัลตร้า เซรั่ม (A.G.E. Interrupter Ultra Serum) ซึ่งผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 ที่มักประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ขณะที่การเติบโตของ วิชี่ (Vichy) มาจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เดอร์คอส (Dercos) ในทุกภูมิภาคทั่วโลก

 

สรุปยอดขายตามภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

  • ยุโรป – ยอดขายเติบโต 6.1%
  • อเมริกาเหนือ – ยอดขายเติบโต 6.7%
  • ละตินอเมริกา – ยอดขายเติบโต 5.2%
  • เอเชียเหนือ– ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.6%
  • เอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ – แอฟริกาใต้ซาฮารา (SAPMENA–SSA) – ยอดขายเติบโต 13.8%

ในภูมิภาค SAPMENA การเติบโตมีความแข็งแกร่งและกระจายตัวในทุกแผนกและหมวดหมู่ ทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า เวียดนามและกลุ่มประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

แผนกเวชสำอางสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของ ลา โรช-โพเซย์ และ เซราวี ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างผมมืออาชีพได้รับแรงส่งหลักจาก เคเรสตาส และ ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ผลประกอบการถูกขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและเมคอัปของ ลอรีอัล ปารีส ส่วนการเติบโตในแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงมีเมคอัปและน้ำหอมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก

 

‘ลอรีอัล’ ครึ่งปีแรก 69 โต 6.5% กวาดลิขสิทธิ์ Gucci 50 ปี เสริมทัพบิวตี้ไทย 4 แบรนด์

 

เมื่อแยกตามหมวดหมู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีความคล่องตัวและเติบโตโดดเด่นทั้งในกลุ่มช่างผมมืออาชีพและกลุ่มตลาดแมส โดยได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง เอลแซฟ (Elsève) และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้านกลุ่มบำรุงผิวได้รับอานิสงส์จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์เวชสำอาง ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางได้รับการขยายตัวจากทัพนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและการขยายตลาดของ 3CE ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับกลุ่มน้ำหอมเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีแบรนด์ระดับกูตูร์เป็นตัวขับเคลื่อน

ทั่วทั้งภูมิภาค อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (SSA) เติบโตในระดับตัวเลขเดี่ยวระดับสูง ซึ่งแสดงถึงอัตราการเร่งตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษจากกลุ่มธุรกิจเวชสำอาง กลุ่มความงามระดับพรีเมียม และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างมืออาชีพ ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตหลักด้วยยอดขายที่เติบโตในระดับสองหลัก ซึ่งนำหน้าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมาก 

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค SAPMENA ลอรีอัล ประเทศไทย สามารถเติบโตได้เหนือตลาด และได้เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพสูง (performance skincare) โดยได้นำเสนอแบรนด์ สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals) เวชสำอางขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและผู้ชื่นชอบหัตการ และแบรนด์ ดร.จี (Dr.G) สกินแคร์ยอดฮิตอันดับ 1 จากประเทศเกาหลี เข้ามาตอบโจทย์ตลาด

นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 ลอรีอัล ประเทศไทย ยังต่อยอดการเติบโตอันแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ด้วยการนำเข้าแบรนด์ เมทริกซ์ (Matrix) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผมมืออาชีพชั้นนำระดับโลก และแบรนด์ คัลเลอร์ ว้าว (Color Wow) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและจัดแต่งทรงผมระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ที่ล้ำสมัยพร้อมรางวัลการันตี เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ทั้งผู้บริโภคและช่างผมมืออาชีพในประเทศไทยอย่างครอบคลุม

 ลอรีอัล ได้บรรลุข้อตกลงรับสิทธิ์บริหารแบรนด์แต่เพียงผู้เดียวระยะเวลา 50 ปี ร่วมกับ เคอริ่ง (Kering) ในการสรรค์สร้าง พัฒนา และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ความงามภายใต้แบรนด์ กุชชี่ (Gucci) โดยสัญญาให้สิทธิ์นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2027

ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน อินโนวิสต์ (Innovist) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในประเทศอินเดีย ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการขยายธุรกิจของลอรีอัลในตลาดความงามอินเดียที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่เข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่

ด้านการวิจัย บิวตี้เทค และดิจิทัล ลอรีอัล และ โอเพนเอไอ (OpenAI) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนเส้นทางของผู้บริโภคไปสู่ระบบการค้าผ่าน AI Agent และการประยุกต์ใช้ AI ในสายงานปฏิบัติต่างๆ ตั้งแต่การวิจัยและวิทยาศาสตร์ไปจนถึงการตลาด

ลอรีอัล ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงสุดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จากการจัดอันดับในระดับยุโรปของ นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) ในงาน วีว่าเทค 2026 (Viva Tech 2026) ลอรีอัล ได้จัดแสดงนวัตกรรมบิวตี้เทคล่าสุด โดยมุ่งเน้นหัวข้อหลัก ได้แก่ “เส้นทางของผู้บริโภคและนักการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI”, “ความงามที่ทันต่อจังหวะของวัฒนธรรม”, “เทคโนโลยีเพื่อเส้นผม” (Hair Tech) และ “เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพผิวที่ยืนยาว” (Longevity Skin)

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ลอรีอัล ได้ขยายเวลากองทุนฉุกเฉินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency Fund) พร้อมเพิ่มงบประมาณอีก 20 ล้านยูโรไปจนถึงปี 2030 เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่เปราะบางในการเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รวมถึงได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลก #JoinTheRefillMovement ครั้งที่ 3 ในวันรีฟิลโลก (World Refill Day) ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมกระตุ้นแบรนด์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นบนโซเชียลมีเดีย และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพันธมิตรร้านค้าปลีก