
“เมกาบางนา”สยายอาณาจักร ปั้นโมเดลต้นแบบมิกซ์ยูสอาเซียน
เปิดยุทธศาสตร์ ‘เมกาบางนา’ ทุ่ม 6,000 ล้านบาท สยายอาณาจักรเติมเต็มมาสเตอร์แพลน ‘เมกาซิตี้’ 7 หมื่นล้านบาท ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ “เซ็นทรัลพัฒนา-อิคาโน่ เซ็นเตอร์” มุ่งยกระดับ ประสบการณ์ค้าปลีกและมิกซ์ยูส กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
KEY
POINTS
- เมกาบางนาทุ่มงบลงทุน 6,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่โครงการอีก 1.7 แสนตารางเมตร เพื่อเติมเต็มโครงการมิกซ์ยูส "เมกาซิตี้"
- โครงการเกิดจากการร่วมมือของ 2 พันธมิตรใหญ่อย่าง อิคาโน่ เซ็นเตอร์ และเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) เพื่อผสานจุดแข็งในการพัฒนาพื้นที่
- ส่วนต่อขยายจะเพิ่มไฮไลต์ใหม่ เช่น สวนลอยฟ้า "เมกา สกายไลน์" และโซนร้านอาหาร "เมกา ลอฟต์" เพื่อตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ
- ตั้งเป้าหมายให้ "เมกาซิตี้" เป็นโมเดลต้นแบบของโครงการมิกซ์ยูสและจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดในระดับภูมิภาคอาเซียน
โครงการส่วนต่อขยายของเมกาบางนา ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนย่านบางนาสู่ศูนย์กลางค้าปลีกและมิกซ์ยูสระดับภูมิภาค โดยการลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมั่นใจต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ทุ่ม 6,000 ล้านจิ๊กซอว์สำคัญเติมเต็ม ‘เมกาซิตี้’
นายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ เมกาบางนา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเชิงพาณิชย์อย่างก้าวกระโดด โดยมีศูนย์การค้าเมกาบางนาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมกาบางนาได้ประกาศทุ่มงบลงทุน 6,000 ล้านบาท
เพื่อดำเนินโครงการขยายพื้นที่อาคารรวม (Gross Building Area) เพิ่มเติมอีก 1.7 แสนตารางเมตร พร้อมทั้งเพิ่มอาคารจอดรถรองรับได้อีก 1,750 คัน การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความมั่นใจอย่างแข็งแกร่งต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
โดยศูนย์การค้าเมกาบางนาจะทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักด้านค้าปลีก (Retail Anchor) เพื่อเติมเต็มมาสเตอร์แพลนเมกาซิตี้ (Megacity) โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งครอบคลุมพื้นที่พัฒนาโดยรอบอีกกว่า 325 ไร่ คิดเป็นโอกาสในการพัฒนาพื้นที่โครงการรวมกว่า 1.3 ล้านตารางเมตรในอนาคต
การพัฒนาโครงการเมกาซิตี้ถูกวางกลยุทธ์ให้เป็นการลงทุนระยะยาวในกรอบเวลา 10-15 ปี โดยใช้แนวทางการพัฒนาต่อเนื่อง (Phased Development) ตามดีมานด์ของตลาดและความต้องการของชุมชนโดยรอบ ด้วยองค์ประกอบอื่นๆ ในมาสเตอร์แพลน เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน และที่อยู่อาศัย ยังอยู่ในระหว่างการจัดทำมาสเตอร์แพลนอย่างครอบคลุม
โดยการดำเนินการส่วนต่อขยายของเมกาบางนาเริ่มขึ้นแล้ว และจะเสร็จสมบูรณ์ พร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 ควบคู่ไปกับการปรับปรุง (Renovation) พื้นที่ศูนย์การค้าเดิม เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ทั้งหมดให้กลายเป็นหนึ่งประสบการณ์ (One Experience) อย่างไร้รอยต่อ
ผนึก 2 พันธมิตรระดับโลก ผสานจุดแข็งสร้างฐานรากมิกซ์ยูส
หนึ่งในคีย์ซัคเซส ที่เป็นรากฐานความสำเร็จอันแข็งแกร่งของ “เมกาบางนา” เกิดจากการผนึกกำลังของ 2 พันธมิตรยักษ์ใหญ่ระดับโลกและระดับประเทศ ได้แก่ อิคาโน่ เซ็นเตอร์ (Ikano Centers) ในเครืออิคาโน่ รีเทล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN โดยพันธมิตรแต่ละฝ่ายได้นำจุดแข็งที่โดดเด่นมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
โดยอิคาโน่ เซ็นเตอร์ มีความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาคในการบริหารและพัฒนา “พื้นที่พบปะของชุมชน” (Meeting Place) โดยมีร้านอิเกียเป็นแบรนด์หลัก (IKEA Anchor) พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันและตอบสนองความต้องการของชุมชนโดยรอบ
ขณะที่ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งในเชิงคอมเมอร์เชียล (Commercial) รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเทรนด์ตลาดค้าปลีก พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทย และเครือข่ายพันธมิตรผู้ค้า (Retailers) ในประเทศ การรวมจุดแข็งของทั้งสองผู้นำได้สร้างฐานราก (Foundation) ที่มั่นคงในการขับเคลื่อนโครงการเมกาซิตี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันเมกาบางนายังคงความแข็งแกร่งด้วยการมีกลุ่มแบรนด์หลัก (Anchor Tenants) รวม 5 ราย ได้แก่ อิเกีย (IKEA), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล (Central Department Store), บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า (Big C Extra), เมกา ซีนีเพล็กซ์ (Mega Cineplex) และ บลูโอ (Blu-O) ซึ่งร่วมกันสร้างโมเดลกลุ่มแบรนด์ (Cluster of Brands) ที่ครบวงจร ตอบโจทย์ทุกความต้องการในที่เดียว
Mega Skyline-Mega Loft ตอบรับเทรนด์ Longevity
สำหรับโครงการส่วนต่อขยายมูลค่า 6,000 ล้านบาทนี้มาพร้อมฟีเจอร์ไฮไลต์ที่ออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการ นำโดย “เมกา สกายไลน์” (Mega Skyline)สวนลอยฟ้า (Rooftop Garden) ขนาดใหญ่ถึง 7 ไร่ ที่ออกแบบเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับครอบครัวและชุมชน พร้อมทั้งมีสปอร์ต เซ็นเตอร์ (Sports Center) รองรับกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังมี “เมกา ลอฟต์” (Mega Loft) พื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ที่ถูกพัฒนาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับอัปสเกล (Upscale Dining Destination) โดยรวบรวมร้านอาหารคอนเซปต์ใหม่ที่ไม่เคยเปิดให้บริการที่นี่มาก่อน
“การปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวสอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์เรื่องการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี (Longevity) ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ การกินอยู่ และพื้นที่การใช้ชีวิตร่วมกันมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตของ การช้อปปิ้งออนไลน์
เมกาบางนาจึงมุ่งปรับสัดส่วนผู้เช่า (Tenant Mix) ให้เน้นไปที่สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องมาสัมผัสด้วยตนเอง (Physical Experience) เช่น ศูนย์ Wellness, ร้านอาหาร, พื้นที่กิจกรรมและพื้นที่สีเขียว
สำหรับหมวดสินค้าแฟชั่นและคอสเมติก ศูนย์การค้ามุ่งเน้นกลุ่มแอฟฟอร์ดเอเบิล ลักชัวรี (Affordable Luxury) และกลุ่มบริดจ์ไลน์ (Bridge Line) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลักในพื้นที่ ช่วยให้ชาวบางนาและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่หลากหลายได้ใกล้บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง
ยกระดับ Mega Smile Rewards ขับเคลื่อน loyalty
นายมาริส อโบลตินส์ กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการพัฒนากายภาพ เมกาบางนาให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันของลูกค้า (Customer Loyalty) ผ่านโปรแกรม เมกา สไมล์ รีวอร์ดส (Mega Smile Rewards) ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกกว่า 450,000 ราย โดยมีอัตราการใช้งานจริง (Active Rate) สูงถึงเกือบ 35%
ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีก ศูนย์การค้าได้พัฒนายกระดับช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่สมาชิก ทั้งการลงทะเบียนสมัครสมาชิก การสะสมคะแนน และการแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ผ่านระบบออนไลน์ได้โดยตรง
“เมกาบางนา นำข้อมูลพฤติกรรมสมาชิก (Data Insights) จากระบบเมกา สไมล์ รีวอร์ดส และงานวิจัยผู้บริโภคมาใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาด เพื่อประเมินว่าโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ใดตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ทีมการตลาดและร้านค้าพันธมิตรสามารถร่วมกันปรับปรุงข้อเสนอให้ตรงใจผู้บริโภค คัดเลือกกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จมาทำซ้ำ และทดลองสร้างสรรค์นวัตกรรมการตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งตระเตรียมสิทธิประโยชน์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นเมื่อโครงการส่วนต่อขยายเปิดให้บริการ”
ขับเคลื่อนองค์กรยั่งยืน กระตุ้นเศรษฐกิจ-การจ้างงาน
ในด้านการดำเนินงานตามแนวคิดความยั่งยืน (Sustainability) เมกาบางนาได้มุ่งเน้นการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) บนหลังคาแล้วกว่า 4,000 แผง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดใช้ภายในศูนย์การค้า และมีแผนขยายการติดตั้งเพิ่มเติมในพื้นที่ปัจจุบันและส่วนต่อขยาย
นอกจากนี้ ยังมีระบบบำบัดน้ำเสียภายในศูนย์การค้าแบบ 100% ซึ่งบำบัดน้ำจนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) การดูแลพื้นที่สีเขียว ทั้งนี้ ศูนย์การค้ายังคงมุ่งเน้นการให้บริการด้านค้าปลีกและชุมชนเป็นหลัก โดยยังไม่มีแผนการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่แต่อย่างใด
การลงทุนขยายโครงการมูลค่า 6,000 ล้านบาทยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อภาคเศรษฐกิจและการจ้างงานในย่านบางนาอย่างมหาศาล ในระหว่างการก่อสร้างโครงการได้สร้างดีมานด์และการจ้างงานในภาควิชาชีพอินจิเนียริ่ง การออกแบบ และการก่อสร้าง จากปัจจุบันที่มีบุคลากรและพนักงานร้านค้าทำงานอยู่ภายในเมกาบางนาราว 5,000 คน
สำหรับการบริหารจัดการระหว่างการก่อสร้าง ศูนย์การค้าได้เริ่มก่อสร้างบริเวณพื้นที่จอดรถเดิมใกล้ทางเข้า M Entrance โดยได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถทดแทนทั้งสำหรับลูกค้าและพนักงาน พร้อมติดตั้งป้ายบอกทางชัดเจน และสนับสนุนแคมเปญการตลาดแก่ผู้เช่า เพื่อรักษาประสบการณ์การเข้าใช้บริการของลูกค้าให้สมูทที่สุด
โมเดลต้นแบบมิกซ์ยูส อาเซียน
เมื่อมองภูมิทัศน์ค้าปลีก(Retail Landscape) ในกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ย่านบางนาถือเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งจากโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน สถานกีฬา และศูนย์การค้า การเพิ่มขึ้นของผู้เล่นและโครงการใหม่ๆ ยิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าเมกาบางนาเดินมาถูกทิศทาง ด้วยประสบการณ์ดำเนินงานยาวนานกว่า 14 ปี เมกาบางนามีข้อได้เปรียบอย่างมากในการมีการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) สูงถึง 95% และมีฐานลูกค้าที่มีความผูกพันสูง
สำหรับมุมมองในอีก 5-10 ปีข้างหน้าของธุรกิจค้าปลีกไทย เมกาบางนาจะทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเมกาซิตี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางมิกซ์ยูสที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเกิดการผนึกกำลัง (Synergy) ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ และระบบรถไฟฟ้า BTS ซึ่งจะช่วยยกระดับการเชื่อมโยงการเดินทาง
เมกาซิตี้ วางเป้าหมายในการเป็นโมเดลต้นแบบของโครงการมิกซ์ยูสและจุดหมายปลายทาง (Attractive Destination) ที่น่าดึงดูดที่สุดไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่รวมถึงในระดับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในมิติเชิงพาณิชย์และการให้บริการชุมชนได้อย่างยั่งยืน






