
จับตากฎใหม่ 'เครดิตเทอม' เอกชนหวั่นดาบสองคม เสี่ยงกระทบหนัก SME
“ตั้งงี่สุน“ ชี้กฎใหม่คุม Credit Term อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ธุรกิจค้าปลีก ดันห้างเข้มงวดในการรับสินค้าใหม่ หวั่น SMEs เสียโอกาสเข้าถึงช่องทางจำหน่าย กลายเป็นดาบสองคม
KEY
POINTS
- กฎหมายใหม่กำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ชำระเงินค่าสินค้าให้ SME ภายใน 45 วัน (สินค้าทั่วไป) และ 30 วัน (สินค้าเกษตร) เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง
- ผู้บริหาร "ตั้งงี่สุน" ชี้ว่ากฎใหม่นี้เป็น "ดาบสองคม" ที่แม้จะช่วยให้ SME ได้รับเงินเร็วขึ้น แต่ก็อาจสร้างผลกระทบเชิงลบกลับมาได้
- ห้างค้าปลีกอาจลดความเสี่ยงโดยเพิ่มความเข้มงวดในการรับสินค้าใหม่จาก SME, ลดปริมาณการสั่งซื้อ, หรือปฏิเสธการรับสินค้า ซึ่งจะทำให้ SME เข้าถึงตลาดยากขึ้น
การกำหนดเงื่อนไขใหม่ 'เครดิตเทอม' (Credit Term) กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กำหนดหลักเกณฑ์ระยะเวลาชำระเงินระหว่างผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไป และไม่เกิน 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน โดยประกาศจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือ SME ที่เผชิญปัญหากับคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน แต่การกำหนดกรอบเวลาอาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจการค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องทดลองตลาดและอาศัยระยะเวลาในการสร้างยอดขาย ซึ่งอาจทำให้ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ปรับเงื่อนไขการรับสินค้าเข้มงวดขึ้น และส่งผลย้อนกลับต่อผู้ประกอบการรายเล็ก
จากเครดิตเทอม 90-120 วัน ต้นเหตุ SME ขาดสภาพคล่อง
ทั้งนี้ กฎหมายควบคุมเครดิตเทอมคงเกิดจากปัญหาผู้ประกอบการ SME และผู้ผลิตสินค้ารายเล็ก ที่ร้องเรียนว่าถูกห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ กำหนดระยะเวลาชำระเงินยาวนาน 90-120 วัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนการผลิตและขาดเงินทุนหมุนเวียน
ดังนั้น ภาครัฐจึงกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 45 วันสำหรับธุรกิจทั่วไป เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กรับเงินได้เร็วขึ้น และลดปัญหาการถูกยืดเวลาชำระเงินจากคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า แต่การแก้ปัญหาด้วยการกำหนดระยะเวลาชำระเงินเพียงด้านเดียว อาจไม่ครอบคลุมความเสี่ยงในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะกรณีที่สินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก หรือยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ชี้ SME ตั้งราคาจากต้นทุน แต่ขาดงบการตลาด แข่งขันยาก
ปัญหาสำคัญอีกด้านคือผู้ประกอบการ SME บางรายยังขาดความเข้าใจเรื่องการตั้งราคาและการทำตลาด ยกตัวอย่างผู้ผลิตที่คำนวณต้นทุนสินค้า 10 บาท บวกต้นทุนสร้างแบรนด์ 5 บาท และกำไร ที่ตั้งราคาขายส่ง 25 บาท เพื่อให้ร้านค้าขายปลีกในราคา 40 บาท ทั้งที่ไม่ได้ลงทุนโฆษณาหรือทำการตลาดอย่างจริงจัง
ในทางกลับกัน สินค้าคู่แข่งที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักอาจมีต้นทุนรวมกำไรสำหรับการขายส่งเพียง 15 บาท ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้มากกว่า และการนำสินค้าจากรายย่อยเข้าสู่ห้างค้าปลีกจึงไม่อาจรับประกันว่าจะขายได้ เพราะผู้บริโภคยังต้องพิจารณาราคา คุณภาพ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และความต้องการซื้อ
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้แต่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีงบโฆษณาและการตลาดก็ยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซีงในระดับ SME ก็ไม่มีหลักประกันว่าสินค้าทุกชนิดจะสร้างยอดขายได้ภายใน 45 วัน”
หวั่นกระทบระบบฝากขาย ห้างต้องแบกรับความเสี่ยงเอง
นายมิลินทร์ กล่าวว่า ในระบบการค้าดั้งเดิม คู่ค้าอาจตกลงเครดิตเทอม 30 วัน 60 วัน 90 วัน หรือ 120 วันตามเงื่อนไขทางธุรกิจ ขณะที่บางกรณีใช้ระบบฝากขาย (Consignment) ตรวจสอบยอดขายเป็นรายเดือน และชำระเงินตามจำนวนสินค้าที่ขายได้จริง เมื่อสินค้าขายได้ประมาณ 70-80% จึงค่อยสั่งสินค้าเข้ามาเติมสต็อก ช่วยให้ผู้ประกอบการและร้านค้าบริหารปริมาณสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
การกำหนดกรอบชำระเงินที่เข้มงวดโดยไม่พิจารณารูปแบบธุรกิจ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ห้างค้าปลีก ยกตัวอย่างกรณี SME นำสินค้าเข้ามาวางจำหน่าย 1,000 ชิ้น แต่ผ่านไป 45 วันขายได้เพียง 20 ชิ้น หากเงื่อนไขบังคับให้ห้างชำระเงินค่าสินค้าทั้งหมดตามจำนวนที่รับเข้า ห้างก็อาจต้องรับภาระจากสินค้าที่ขายไม่ออก สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าหมดอายุ
“กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างความเสี่ยงตามมุมมองส่วนตัว ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อสรุปว่าประกาศใหม่จะต้องบังคับให้ห้างชำระเงินสำหรับสินค้าที่ยังขายไม่ออกทุกกรณี ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง SME กับห้างค้าปลีกเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน
ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กได้โอกาสเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก ขณะที่ห้างมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย หาก SME ต้องลงทุนเปิด Flagship Store หรือเช่าพื้นที่ขายด้วยตนเอง ก็ต้องแบกรับค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในการขาย และยังไม่รู้ว่าจะสร้างยอดขายได้มากน้อยเท่าไหร่”
เปิด 4 ความเสี่ยง ห้างใหญ่เข้มงวดรับสินค้า SME
นายมิลินทร์ กล่าวว่า หากห้างค้าปลีกต้องบริหารความเสี่ยงภายใต้กรอบเวลาชำระเงินที่สั้นลง อาจนำไปสู่การปรับแนวทางรับสินค้าและบริหารสต็อกในหลายรูปแบบ ได้แก่
1. ปฏิเสธสินค้าใหม่ตั้งแต่ต้น
ห้างอาจเลือกไม่รับสินค้า SME รายใหม่เข้าวางจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงด้านยอดขาย การจัดการสต็อก และข้อพิพาทเกี่ยวกับการชำระเงิน ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ได้ยากขึ้น
2. ลดปริมาณคำสั่งซื้อ
หาก SME เสนอสินค้าจำนวน 300 ลัง เพื่อกระจายไปยัง 30 สาขา สาขาละ 10 ลัง ห้างอาจประเมินยอดขายภายในกรอบ 45 วัน แล้วลดคำสั่งซื้อเหลือเพียง 30 ลัง ตามประมาณการความต้องการของตลาด ส่งผลให้ SME ขยายยอดขายได้จำกัด
3. เร่งคืนสินค้าและจัดโปรโมชันระบายสต็อก
ยกตัวอย่างว่า หากนำสินค้าเข้าวาง 5 ลัง แต่ขายได้เพียง 2 ลัง ห้างอาจเจรจาคืนสินค้าอีก 3 ลัง หรือขอให้ SME จัดโปรโมชัน เช่น ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อเร่งระบายสินค้า ส่วนเงื่อนไขคืนสินค้าและการชำระเงินต้องพิจารณาตามสัญญาและรูปแบบธุรกรรมของแต่ละคู่ค้า
4. เพิ่มความสำคัญของค่าแรกเข้า
ห้างค้าปลีกสมัยใหม่อาจให้ความสำคัญกับค่าแรกเข้ามากขึ้น ยกตัวอย่างค่าใช้จ่าย 100,000 บาทต่อสินค้า หากสินค้าไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายและถูกถอดออกจากชั้นวาง ห้างก็อาจรับสินค้าใหม่เข้ามาแทน
เตือน SME เสี่ยงเสียโอกาส หากคู่ค้าตัดสัมพันธ์
หาก SME ใช้สิทธิตามกฎหมายร้องเรียนคู่ค้ารายใหญ่จนเกิดข้อพิพาท ห้างอาจยุติการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการรายนั้น และผู้ประกอบการอาจเสียโอกาสในการขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งความสัมพันธ์ทางธุรกิจและอำนาจต่อรองยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ SME ที่ต้องพึ่งพาช่องทางจำหน่ายของห้างขนาดใหญ่
“ในมุมมองส่วนตัว มาตรการที่ออกมาอาจจะตั้งใจช่วยเหลือ SME แต่ก็คงไม่เกิดผลเต็มที่ เพราะห้างจะปรับตัวด้วยการลดความเสี่ยงจากการรับสินค้าใหม่แทน ดังนั้น เรื่องนี้จะกลายเป็น ”ดาบสองคม“ หากการบังคับใช้ไม่สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ”
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณารายละเอียดของประกาศ สัญญา และข้อเท็จจริงของแต่ละธุรกรรมประกอบกัน โดยประเด็นที่ต้องติดตามจะไม่ใช่เพียงความรวดเร็วในการชำระเงิน แต่รวมถึงการปรับตัวของห้างค้าปลีก ปริมาณคำสั่งซื้อ การรับสินค้าใหม่ เงื่อนไขคืนสินค้า และโอกาสของ SME ในการเข้าถึงตลาด
หากกติกาใหม่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้จริงโดยไม่ทำให้ช่องทางจำหน่ายของผู้ประกอบการรายเล็กแคบลง ก็จะเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่าย







