thansettakij
thansettakij
เปิดโจทย์กฎหมายคุมเหล้า-เบียร์ กติกาต้องชัด ธุรกิจต้องไปต่อได้

เปิดโจทย์กฎหมายคุมเหล้า-เบียร์ กติกาต้องชัด ธุรกิจต้องไปต่อได้

28 ต.ค. 69 | 00:30 น.

ทบทวนมาตรา 32 พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลังภาคธุรกิจกังวลข้อกำหนดการสื่อสารที่ยังตีความได้หลายทาง ชี้กฎหมายต้องระบุให้ชัดว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และ Soft Power ของประเทศ

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการกังวลต่อความไม่ชัดเจนของร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (มาตรา 32) ซึ่งมีถ้อยคำที่กำกวม ทำให้เกิดความเสี่ยงในการสื่อสารข้อมูลสินค้าและดำเนินธุรกิจ
  • ข้อกำหนดที่ไม่ชัดเจนส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ผลิตรายย่อย ร้านอาหาร ไปจนถึงสื่อออนไลน์และกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค
  • ภาคธุรกิจต้องการกติกาที่ระบุขอบเขตการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ข้อห้าม เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
  • โจทย์สำคัญของการทบทวนกฎหมายคือการหาจุดสมดุลที่สร้างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสังคมและสุขภาพ

การทบทวน พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาตรา 32 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูล การให้ความรู้ และการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังกรมควบคุมโรคเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรองตามมาตรา 32/1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569

โดยมีผู้ประกอบการจากหลายภาคส่วนกว่า 240 ราย ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ร่วมแสดงความกังวลต่อหลักเกณฑ์การสื่อสารเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้อกังวลครอบคลุมตั้งแต่การแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การจำกัดพื้นที่สำหรับให้ข้อมูลบนสื่อ ไปจนถึงการใช้คำเตือนและถ้อยคำบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจนว่าต้องตีความอย่างไร

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจึงไม่ใช่แค่คำตอบว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ต้องการให้กฎหมายระบุขอบเขตให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าควรให้ข้อมูลสินค้าอย่างไรจึงจะไม่ผิดกฎหมาย เพราะหากข้อกำหนดเปิดให้ตีความได้หลายแบบ ผู้ประกอบการก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการตัดสินใจว่าจะสื่อสารอย่างไร ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูลสินค้าเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อด้วย

เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจอีกหลายประเภท ทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงแรม ตลอดจนผู้ทำงานด้านสื่อและคอนเทนต์ออนไลน์ เพราะการกำหนดกติกาว่าจะให้ข้อมูลสินค้าได้แค่ไหน ย่อมส่งผลต่อวิธีดำเนินธุรกิจ สิทธิในการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภค การจ้างงาน และโอกาสสร้างรายได้ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน

กฎหมายไม่ชัด ธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยง

ข้อกังวลสำคัญอยู่ที่คำบางคำในกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการและผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าใจไม่ตรงกัน เช่น “ข้อมูลข่าวสาร ความรู้” “การประชาสัมพันธ์” “ผู้ใด” “แสวงหาประโยชน์ส่วนตน” “สถานที่” “ชักจูงใจ” และ “โดยทางตรงหรือทางอ้อม”

คำเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาว่า การสื่อสารรูปแบบใดเข้าข่ายการโฆษณาและอาจผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะในชีวิตจริง การให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโฆษณาเท่านั้น แต่ยังพบได้ในเมนูร้านอาหาร ป้ายหน้าร้านค้า เว็บไซต์ และช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่แสดงข้อมูลเครื่องดื่มในเมนู หรือร้านค้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่าย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้ว่าการให้ข้อมูลในลักษณะนี้ทำได้มากน้อยแค่ไหน และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอะไรบ้าง ในขณะเดียวกัน ควรเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์และบริบทสังคมในปัจจุบัน และปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ กฎหมายจึงควรเขียนให้ชัดเจนและทันต่อรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการทราบก่อนตัดสินใจซื้อมีหลายอย่าง เช่น ราคา แหล่งกำเนิด คุณภาพ รางวัลที่ได้รับ ประวัติความเป็นมา วิธีการบริโภคที่ถูกต้อง และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้จักสินค้าและใช้ประกอบการตัดสินใจได้

อีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือข้อกำหนดเกี่ยวกับการแสดงภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เช่น การจำกัดพื้นที่ให้ข้อมูลบนสื่อ ซึ่งขณะนี้ได้รวมเอาเมนูอาหารและเครื่องดื่มเป็นสื่อประเภทหนึ่ง ให้เหลือเพียง 3–5% การกำหนดให้ภาพคำเตือนมีขนาดใหญ่ ตลอดจนข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สื่อและการใช้คำเตือน ว่ามีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงหรือไม่ และมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่

หากข้อกำหนดเข้มงวดมากเกินไป หรือไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็อาจทำให้วางแผนการสื่อสารได้ยากขึ้น และต้องเสี่ยงกับการตีความกฎหมายที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมในการทำธุรกิจ และส่งผลต่อการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการแต่ละราย

ข้อจำกัดเหล่านี้ยังอาจส่งผลต่อผู้บริโภคด้วย หากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้อย่างครบถ้วน ก็อาจตรวจสอบรายละเอียดก่อนซื้อได้ยากขึ้น รวมถึงอาจซื้อสินค้าผิดกฎหมายหรือสินค้าปลอมโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนจึงไม่ใช่แค่การกำหนดข้อห้ามให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ต้องระบุด้วยว่าการให้ข้อมูลแบบไหนทำได้ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไร และมีข้อจำกัดแค่ไหน เพื่อให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าใจตรงกัน

โดยเฉพาะคำว่า “สถานที่” ที่ยังต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า ครอบคลุมพื้นที่ใดบ้าง และร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ณ จุดขายได้มากน้อยเพียงใด เพราะสถานที่เหล่านี้เป็นจุดที่ผู้บริโภคควรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนของสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยไม่ทำให้ผู้ประกอบการเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย

จากผู้ผลิตถึงร้านอาหาร ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่หน้าร้าน

ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ตั้งแต่เกษตรกรที่ปลูกหรือผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ไปจนถึงโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงกติกาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลสินค้าจึงไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตหรือร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันด้วย

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ผลิตสุราชุมชน การบอกเล่าที่มาของสินค้า วิธีการผลิต หรือจุดเด่นที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้จักสินค้า ขณะที่ร้านอาหารและร้านค้าปลีกก็ต้องสามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมาย

การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนช่วยให้ผู้บริโภคมีรายละเอียดเพียงพอสำหรับตัดสินใจซื้อ และได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตามสิทธิและความต้องการของตนเอง นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย เพราะข้อมูลบนขวด ฉลาก และบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคตรวจสอบสินค้าที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมายได้

หากกฎหมายจำกัดการแสดงข้อมูลเหล่านี้มากเกินไป ผู้บริโภคก็อาจตรวจสอบได้ยากขึ้นว่าสินค้าที่ซื้อเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานหรือไม่ การปรับปรุงกฎหมายจึงควรคำนึงถึงการคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้การกำกับดูแลมีความเหมาะสมและไม่สร้างข้อจำกัดเกินความจำเป็น

ในทางกลับกัน หากกฎหมายระบุชัดเจนว่าผู้ประกอบการสามารถให้ข้อมูลอะไรได้บ้าง ก็จะช่วยให้แต่ละธุรกิจวางแผนการทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าการสื่อสารแบบเดียวกันจะถูกตีความแตกต่างกัน และทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่สามารถแข่งขันภายใต้กติกาที่เข้าใจตรงกันได้

ในภาพรวมเศรษฐกิจ กฎหมายที่ชัดเจนยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เพราะเมื่อผู้ประกอบการรู้ว่าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้าง ก็จะสามารถวางแผนธุรกิจและประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น หากกติกามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ก็อาจช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สนับสนุนการจ้างงาน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ได้

“โอกาส-ข้อจำกัด” ท่องเที่ยวและ Soft Power

อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มกับการท่องเที่ยว เพราะประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ แต่ยังรวมถึงการรับประทานอาหาร การรู้จักผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการเรียนรู้เรื่องราวทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ด้วย

ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีเรื่องราวเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่น การให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คนรู้จักเอกลักษณ์ของสินค้า และอาจต่อยอดเป็น Soft Power ของประเทศได้ แต่หากเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การปรับปรุงกฎหมายจึงควรพิจารณาควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวของไทยด้วย โดยอาจศึกษาตัวอย่างจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อดูว่าแต่ละประเทศกำหนดข้อจำกัดและเงื่อนไขในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้อย่างไร

กรณีของประเทศเหล่านี้สามารถนำมาศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่า จะกำหนดกติกาให้ชัดเจนได้อย่างไร โดยยังเปิดให้มีการให้ข้อมูลสินค้าและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม จากนั้นจึงพิจารณาว่าแนวทางใดเหมาะกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายและมาตรการด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำกฎของประเทศหนึ่งมาใช้กับไทยได้โดยตรง การเปรียบเทียบนั้น สามารถเกิดจากการเรียนรู้และอ้างอิงจากข้อมูลจากหน่วยงานทางการและประสบการณ์ของแนวปฏิบัติที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ เพื่อให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายของไทยได้อย่างเหมาะสม

เมื่อการสื่อสารย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์

อีกหนึ่งความท้าทายคือการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะปัจจุบันเนื้อหาเกี่ยวกับสินค้าไม่ได้อยู่เฉพาะในโฆษณาที่ผู้ประกอบการจัดทำขึ้นโดยตรง แต่ยังปรากฏในโพสต์ คลิปวิดีโอ และเนื้อหาที่เผยแพร่โดยผู้สร้างคอนเทนต์หรือบุคคลทั่วไป รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงด้วย ทำให้บางครั้งแยกได้ยากว่าเนื้อหาใดเป็นเพียงการให้ข้อมูลทั่วไป และเนื้อหาใดมีจุดประสงค์เพื่อโฆษณาหรือส่งเสริมการขาย

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากเป็นการนำเสนอข้อมูลหรือไลฟ์สไตล์ทั่วไป ควรมีข้อกำหนดแตกต่างจากเนื้อหาที่ได้รับค่าตอบแทนหรือจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการขายอย่างไร รวมถึงนิยามของบุคคลที่มีชื่อเสียง และประโยชน์ส่วนตนตามมาตรา 32/2 ควรระบุให้ชัดเจนเพียงใด เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการสื่อสารในปัจจุบัน หากกฎหมายไม่ได้กำหนดขอบเขตไว้อย่างชัดเจน ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผู้ให้บริการ และประชาชนทั่วไปก็อาจไม่แน่ใจว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดทำได้หรือไม่ได้ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอะไรบ้าง

การกำหนดหลักเกณฑ์ให้เข้าใจง่ายจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ที่ต้องปฏิบัติตามและผู้ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอย่าง Content Creator และ Influencer รวมถึงผู้ให้บริการร้านอาหาร สามารถเข้าใจขอบเขตการทำงานของตนเองได้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงด้วย

โจทย์ของ ม.32 คือหาจุดสมดุลที่ใช้ได้จริง

ทั้งนี้ การปรับปรุงมาตรา 32 ไม่ควรพิจารณาแค่ว่าจะเพิ่มหรือลดข้อจำกัดด้านโฆษณา แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้กฎหมายมีข้อกำหนดที่ชัดเจน ผู้ประกอบการนำไปใช้ได้จริง และยังเหมาะกับรูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าตนเองสามารถให้ข้อมูลสินค้าได้แค่ไหน ผู้บริโภคต้องมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อใช้ตัดสินใจซื้อเพื่อให้กฎหมายสามารถทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ คือ ลดผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะช่วยให้เห็นว่าข้อกำหนดส่วนใดควรปรับปรุง และควรวางเงื่อนไขอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานจริง ท้ายที่สุดกฎหมายที่ดีไม่ใช่แค่กฎหมายที่มีข้อห้ามและข้อกำหนดครบถ้วน แต่ต้องเป็นกฎหมายที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน รู้ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร และสามารถทำตามได้จริง โดยยังคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภค สังคม เข้ากับบริบททางสังคมในปัจจุบัน และส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศในระยะยาว