
‘ราคุเทน โคโบ’ จับมือ MEB ดัน E-Reader รุกตลาดหนังสือดิจิทัล
คนไทยอ่านหนังสือดิจิทัลพุ่ง 66% ดันตลาดในไทยพุ่ง 2.1 หมื่นล้านบาท ล่าสุด MEB จับมือ Rakuten Kobo รับกระแส E-Reader ชูส่วนแบ่งอีบุ๊กเกิน 70% ดันรายได้โต 10%
KEY
POINTS
- ราคุเทน โคโบ (Rakuten Kobo) ร่วมมือกับ เมพ คอร์ปอเรชั่น (MEB) เพื่อขยายตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊ก (E-Reader) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
- การร่วมมือนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับพฤติกรรมคนไทยที่หันมาอ่านเนื้อหาผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นถึง 66% และกระแส Social Media Detox
- ใช้กลยุทธ์ Omnichannel โดยเปิดเว็บไซต์ ReaderShip.me สำหรับช่องทางออนไลน์ และจับมือกับ B2S เปิด Flagship Store ใน 4 สาขาหลัก
ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ระบุว่า การอ่านของคนไทยกำลังก้าวผ่านสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น โดยอ่านเนื้อหาผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 66% ขณะที่การอ่านหนังสือกระดาษอยู่ที่ 34% ทำให้ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กเติบโต สอดรับกับกระแส Social Media Detox ที่ผู้อ่านหันมาอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง พักผ่อน และพัฒนาตนเองมากขึ้น
ล่าสุด ราคุเทน โคโบ (Rakuten Kobo) ผู้ให้บริการอีบุ๊กและผู้ผลิตเครื่องอ่านอีบุ๊ก ร่วมมือกับ บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MEB เดินหน้าขยายตลาดในประเทศไทย ผ่านกลยุทธ์เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) เปิดเว็บไซต์ ReaderShip.me เป็นช่องทางจำหน่ายออนไลน์
มร. จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย กล่าวว่า "ราคุเทน โคโบ" เล็งเห็นศักยภาพในตลาดของไทยซึ่งจะเป็นฐานขยายธุรกิจอาเซียน โดยได้เปิดตัวเครื่องอ่านอีบุ๊ก Rakuten Kobo อย่างเป็นทางการร่วมกับ MEB Corporation ในช่วงต้นปี 2569 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับดีกว่าที่คาด
"แม้เพิ่งเริ่มทำตลาดในประเทศไทย แต่ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และแนวโน้มตลาดอีบุ๊กไทยยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับทิศทางตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"
มร. จูเลียน กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากประชากรรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ซึ่งยังคงรักการอ่าน และเปิดรับเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว บริษัทจึงมองไทยเป็นตลาดสำคัญสำหรับขยายธุรกิจเครื่องอ่านอีบุ๊กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชีย
ปัจจุบันให้บริการทั้งเนื้อหาอีบุ๊กและอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีคลังหนังสือมากกว่า 8 ล้านชื่อเรื่องขยายธุรกิจในเอเชียผ่านตลาดไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย พร้อมแผนขยายสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ จุดเด่นของเครื่องอ่านอีบุ๊กดังกล่าว คือความสะดวกในการพกพา สามารถจัดเก็บหนังสือจำนวนมากไว้ในอุปกรณ์เดียว ปรับขนาดตัวอักษรได้ และอ่านได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหลังดาวน์โหลดเนื้อหาแล้ว ขณะที่อุปกรณ์บางรุ่นมีคุณสมบัติกันน้ำ เหมาะกับการอ่านระหว่างเดินทางหรือพักผ่อนริมสระว่ายน้ำและชายหาด ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดสิ่งรบกวนจากสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยมีเทคโนโลยี ComfortLight PRO ช่วยลดแสงสีฟ้าโดยอัตโนมัติ สนับสนุนประสบการณ์การอ่านที่สบายตา
สำหรับแนวทางขยายตลาด บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับประโยชน์ของการอ่านดิจิทัล ควบคู่กับการเพิ่มเนื้อหาที่หลากหลายและการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มนักเดินทางที่ต้องการพกหนังสือหลายเล่มโดยไม่เพิ่มน้ำหนักสัมภาระ
คนอ่านผ่านดิจิทัล 66% ดันตลาดในไทยแตะ 2.1 หมื่นล้าน.
ด้าน นายรวิวร มะหะสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กทั่วโลกและประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยข้อมูลจาก Mordor Intelligence ประเมินว่า ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 8.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2574 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 6.24% โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด
ขณะที่ข้อมูลจาก PUBAT คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดหนังสือไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท โดยการอ่านเนื้อหาผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีสัดส่วน 66% การอ่านบนกระดาษ 34% แบะยังพบอีกว่าพฤติกรรมการอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามเพศและอายุ แม้แต่กลุ่มผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปก็มีสัดส่วนการอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สูงถึง 64-66%
"แม้ผู้บริโภคจะสามารถอ่านอีบุ๊กผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตได้ แต่กระแส Social Media Detox โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยเริ่มทำงาน ซึ่งต้องการลดความเหนื่อยล้าจากการใช้หน้าจอและหลีกเลี่ยงการแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดีย ทำให้เครื่องอ่านอีบุ๊กมีโอกาสเติบโตในฐานะอุปกรณ์เฉพาะทางที่ช่วยสร้างพื้นที่การอ่านโดยปราศจากสิ่งรบกวน"
นายรวิวร กล่าวว่า สำหรับ MEB ซึ่งดำเนินธุรกิจอีบุ๊กมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน มองว่าธุรกิจไม่ได้จำกัดเฉพาะการจำหน่ายเนื้อหาดิจิทัล แต่เป็นบริการด้านการอ่านออนไลน์ที่ต้องคำนึงถึงทั้งคุณภาพของหนังสือและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้อ่าน และการร่วมมือกับราคุเทน โคโบจะช่วยเติมเต็มระบบนิเวศการอ่านของ MEBได้
เครื่องอ่านอีบุ๊กเติบโตดี ผู้บริโภคพร้อมลงทุนอุปกรณ์พรีเมียม
"ก่อนหน้านี้ เครื่องอ่านอีบุ๊ก Kobo เป็นผลิตภัณฑ์ที่นักอ่านไทยบางส่วนรู้จักอยู่แล้ว แต่การนำเข้าผ่านช่องทางที่ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ อาจทำให้ผู้บริโภคกังวลเรื่องการรับประกันและรุ่นสินค้าที่มีจำหน่าย การแต่งตั้ง MEB เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจึงช่วยเพิ่มความมั่นใจในการซื้อสินค้า"
ดังนั้นผลตอบรับหลังนำเครื่องอ่านอีบุ๊ก Rakuten Kobo เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พบว่า เป็นไปในทิศทางบวก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการออกแบบ คุณภาพวัสดุ ความเสถียรของระบบ และความมั่นใจจากการซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ Kobo Libra Colour ซึ่งเป็นรุ่นหน้าจอสีระดับบนได้รับความนิยมสูงสุด แซงหน้ารุ่นเริ่มต้นอย่าง Kobo Clara BW ราคา 6,490 บาท สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้พิจารณาราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การอ่าน ฟังก์ชันการใช้งาน และความคุ้มค่าในระยะยาว
ผนึก B2S เปิด Flagship Store 4 สาขา เจาะกลุ่มนักเรียน-วัยทำงาน
นายรวิวร กล่าวว่า เพื่อขยายตลาด MEB เดินได้หน้ากลยุทธ์ Omnichannel โดยใช้เว็บไซต์ ReaderShip.me เป็นช่องทางจำหน่ายออนไลน์หลัก ควบคู่กับการเปิด Kobo Flagship Store พร้อมจับมือ B2S เปิด Kobo Flagship Store ใน 4 สาขาหลัก ได้แก่
- เซ็นทรัลเวิลด์
- เซ็นทรัลชิดลม
- เซ็นทรัลลาดพร้าว
- และเมกาบางนา
ภายในร้านมีเครื่องอ่านอีบุ๊ก 3 รุ่น ได้แก่ Kobo Clara BW, Kobo Clara Colour และ Kobo Libra Colour ให้ผู้บริโภคทดลองใช้งานจริง พร้อมเชื่อมโยงบริการหน้าร้านเข้ากับระบบออนไลน์ของ ReaderShip.me เพื่อรองรับการรับประกัน การส่งซ่อม และการให้คำปรึกษาจากพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ
โดยแผนธุรกิจปี 2570 บริษัทเตรียมขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงานที่ต้องการเครื่องอ่านอีบุ๊กหน้าจอสี สำหรับอ่านไฟล์ PDF จดบันทึก และเขียนสรุปเนื้อหาสำคัญิพร้อมวางแผนเจาะกลุ่มโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศไทย ซึ่งมีประมาณ 280 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและมีความต้องการใช้เนื้อหาภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศ
MEB เผยส่วนแบ่งตลาด 70% ตั้งเป้ารายได้ระยะยาวโต 10%
นายรวิวร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท สัดส่วนรายได้จากอุปกรณ์เครื่องอ่านอีบุ๊กในปีที่ผ่านมาอุปกรณ์คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขในช่วง 6 เดือนล่าสุดเพิ่มขึ้นมาเกือบ 5% ขณะที่ปี 2569 มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายด้านและบางส่วนไม่ได้อยู่ในความคาดหมาย ทำให้ผลการดำเนินงานอาจเติบโตในระดับทรงตัวมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้เดิม
นอกจากนี้ มีอีกประเด็นสำคัญคือผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่ออุตสาหกรรมหนังสือ บริษัทมองว่า AI สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยนักเขียนได้ ทั้งการตรวจคำผิด การปรับปรุงงานเขียน และการสนับสนุนการค้นคว้าข้อมูล แต่การนำ AI มาใช้โดยขาดความรู้หรือใช้โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของผลงานก็เป็นประเด็นที่ต้องจัดการ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน MEB มีส่วนแบ่งตลาดธุรกิจอีบุ๊กมากกว่า 70% ส่วนตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊ก บริษัทประเมินว่าตนเองน่าจะเป็นผู้นำตลาดเช่นกัน โดยเป้าหมายการเติบโตที่บริษัทคาดหวังให้รายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีในระยะกลางถึงระยะยาว







