
ผัก-เนื้อหมู-ไข่ แพงขึ้น ร้านอาหาร-โชห่วยเจอศึกหนัก คนซื้อรัดเข็มขัดยอดขายวูบ
ราคาผัก เนื้อสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้น สวนทางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ดันต้นทุนร้านอาหารเพิ่ม ขณะที่โชห่วยยอดขายลดจากวันละ 5,000-10,000 บาท เหลือ 3,000-4,000 บาท
KEY
POINTS
- ราคาวัตถุดิบอาหารหลัก เช่น ผัก เนื้อหมู และไข่ไก่ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
- ร้านอาหารและร้านโชห่วยได้รับผลกระทบหนัก โดยยอดขายลดลงกว่าครึ่งเนื่องจากผู้บริโภคลดการใช้จ่ายและรัดเข็มขัด
- ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกที่จะตรึงราคาขายเดิมเพื่อรักษาลูกค้า แต่ปรับกลยุทธ์โดยการเปลี่ยนแหล่งซื้อวัตถุดิบและลดการใช้ของที่มีราคาแพง
ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอาหารกดดันผู้ประกอบการรายย่อย ผักโหระพาพุ่งเกือบ 10 เท่า แตะกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะที่โชห่วยยอดขายลดกว่าครึ่ง ร้านอาหารเร่งปรับวิธีจัดซื้อ ลดใช้วัตถุดิบแพง ประคองราคาเดิม ด้านกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอปรับราคาสินค้าควบคุมบางรายการ
ราคาสินค้าขยับ กำลังซื้อหด โชห่วยยอดวูบ ร้านอาหารกัดฟันตรึงราคา
ราคาสินค้าและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ร้านค้าปลีกขนาดเล็กและร้านอาหาร ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวและผลกระทบจากน้ำท่วมที่ซ้ำเติมรายได้ของผู้ประกอบการ โดยการสำรวจของผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ในย่านเมืองทองธานีเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2569 พบว่า วัตถุดิบอาหารหลายชนิดปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ร้านโชห่วยมียอดขายลดลงจากวันละ 5,000-10,000 บาท เหลือ 3,000-4,000 บาท ส่วนร้านอาหารต้องรับมือทั้งลูกค้าที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น โดยยังพยายามตรึงราคาขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกรมการค้าภายในเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาสงครามและน้ำท่วม ได้จัดทำบัญชีติดตามสินค้าและบริการ 3 ระดับ โดยมี "สินค้าอ่อนไหว" (Sensitive List) ที่ต้องติดตามทุกวันจำนวน 17 รายการ สินค้าอ่อนไหว 17 รายการที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ เนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ น้ำมันพืช และข้าวสารบรรจุถุง เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตขอปรับขึ้นราคาสินค้า และได้รับการขอความร่วมมือให้ตรึงราคาไว้ก่อน
ผักสดแพงกระทบร้านอาหาร เนื้อสัตว์-ไข่ขยับตาม
จากการสำรวจราคาวัตถุดิบในพื้นที่เมืองทองธานี พบว่าผักสดเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ปรับราคาขึ้นแรง โดยโหระพาจากเดิมกิโลกรัมละ 20 บาท เพิ่มเป็น 180-200 บาท หรือประมาณ 9-10 เท่า ขณะที่ต้นหอมและผักชีซึ่งเดิมรวมกันไม่เกินกิโลกรัมละ 70 บาท ขยับขึ้นเป็น 200-300 บาท ส่วนถั่วฝักยาวเพิ่มจากกิโลกรัมละ 40-50 บาท เป็น 100 บาท
ด้านเนื้อสัตว์ เนื้ออกไก่ปรับจากกิโลกรัมละ 60-70 บาท เป็น 100 บาท ส่วนเนื้อหมูเพิ่มจากกิโลกรัมละ 115-130 บาท เป็น 150-160 บาท ขณะที่ไข่ไก่จากเดิมแผงละ 120 บาท ขยับขึ้นเป็น 135-150 บาท โดยมีผู้ประกอบการบางรายระบุว่าราคาอาจสูงถึงแผงละ 300 บาท ขึ้นอยู่กับแหล่งซื้อและชนิดสินค้าที่จำหน่าย
ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อร้านอาหารที่ต้องซื้อสินค้าเป็นประจำ แต่การปรับราคาขายในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมีความเสี่ยงทำให้ลูกค้าลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกระหว่างการรับภาระต้นทุนเอง การปรับปริมาณวัตถุดิบ หรือการเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
โชห่วยยอดขายหายกว่าครึ่ง สินค้าบางรายการขยับราคา
ด้านร้านโชห่วยเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้ารับเข้าที่สูงขึ้น โดยกาแฟสำเร็จรูปชนิด 3 in 1 ปรับจากแพ็กละ 109 บาท เป็น 125 บาท สบู่จากราคา 35-45 บาท เป็น 40-50 บาท ไข่ไก่จากแผงละ 120 บาท เป็น 150 บาท และน้ำมันพืชขนาด 1 ลิตรจากขวดละ 45-50 บาท เป็น 48-55 บาท ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายแตกต่างกันตามยี่ห้อ ขนาดบรรจุ และแหล่งรับสินค้า
ส่วนสินค้าบางรายการยังจำหน่ายในระดับราคาเดิม ขณะที่ซอสปรุงรสและซีอิ๊วมีราคาขวดละ 35-65 บาท ซอสหอยนางรม 26-44 บาท น้ำอัดลม 15-30 บาท ยาสีฟัน 15-60 บาท เบียร์ 40-70 บาท และเหล้า 135-410 บาท ตามยี่ห้อและขนาดบรรจุ
เจ้าของร้านโชห่วยในพื้นที่เปิดเผยว่า แม้สินค้าบางรายการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พบปัญหาสินค้าขาดตลาด สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง โดยยอดขายจากเดิมวันละ 5,000-10,000 บาท ลดเหลือเพียง 3,000-4,000 บาทต่อวัน สะท้อนว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น
นอกจากนี้ ร้านโชห่วยบางแห่งในย่านคอนโดมิเนียมเมืองทองธานีต้องปิดร้านนาน 3-4 วัน เนื่องจากน้ำท่วมสูง ทำให้สูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ แม้มีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นแรงกระตุ้นยอดขายชัดเจนเพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป
ร้านอาหารยอดหดทั้งหน้าร้าน-เดลิเวอรี เลี่ยงขึ้นราคา
ผลกระทบจากน้ำท่วมและกำลังซื้อที่ลดลงเห็นได้ชัดในธุรกิจร้านอาหาร โดยคุณไก่และคุณเนตร เจ้าของร้านอาหารใต้ “ตำหรับย่า” ระบุว่า แม้บริเวณร้านไม่มีน้ำท่วมขัง แต่เส้นทางโดยรอบและปากซอยมีน้ำท่วมสูง ทำให้ลูกค้าเดินทางไม่สะดวก ไรเดอร์บางส่วนไม่รับงาน และงานจัดเลี้ยงที่จองไว้ถูกยกเลิกทั้งหมด
ส่งผลให้ยอดขายหน้าร้านจากเดิมวันละ 4,000-5,000 บาท ลดลงจนแทบไม่มีลูกค้า ส่วนยอดขายเดลิเวอรีจากวันละ 3,000-4,000 บาท เหลือเพียง 500-1,000 บาทต่อวัน แม้รายได้ลดลงสวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ร้านยังคงจำหน่ายอาหารในราคาเดิม ขณะที่เครื่องแกงใต้ซึ่งสั่งตรงจากภูเก็ตยังมีราคาเท่าเดิม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจพิจารณาลดปริมาณวัตถุดิบบางส่วนลงเล็กน้อยแทนการปรับขึ้นราคา
ด้านร้าน “ต.ต๋องเตี๋ยวตุ๋น” ของคุณอ้อม ต้องรับมือทั้งออเดอร์เหมาที่ถูกยกเลิกและลูกค้าที่ไม่สามารถเดินทางมารับประทานอาหารได้ เจ้าของร้านต้องเดินลุยน้ำเพื่อนำอาหารไปส่งให้ลูกค้าตามคอนโดมิเนียมในย่านเมืองทองธานีด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน ร้านปรับวิธีจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อควบคุมต้นทุน โดยซื้อเนื้อสัตว์จากโรงเชือดโดยตรง และเลือกซื้อผักกับไข่ด้วยตนเองที่ตลาดสี่มุมเมือง แม้มีค่าเดินทางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังงดซื้อโหระพาชั่วคราว เนื่องจากราคาสูงเกินไป พร้อมยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยว เพื่อรักษาฐานลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนตัว
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น กับรายได้ที่ลดลงจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและผลกระทบน้ำท่วม ขณะที่การปรับราคาขายอาจทำให้ลูกค้าหายไปอีก จึงต้องหันมาควบคุมต้นทุนตั้งแต่การเลือกแหล่งซื้อ ลดการใช้วัตถุดิบราคาแพง และบริหารสินค้าให้เหมาะสมกับยอดขาย
หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อไม่ฟื้นตัว การตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้าอาจช่วยพยุงยอดขายในระยะสั้น แต่จะเพิ่มภาระต่อกำไรและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของร้านอาหารและร้านโชห่วยในระยะต่อไป






