
วัตถุดิบ-พลังงาน ดันต้นทุนเอสเอ็มอีพุ่ง 50.4% จ่อขึ้นราคาสินค้า จี้รัฐเร่งช่วย
ผลสำรวจ สสว. พบเอสเอ็มอี 50.4% คาดต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า โดยมีราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และพลังงานเป็นแรงกดดันหลัก ขณะที่ 21.7% เลือกขึ้นราคาสินค้า และ 11.2% ยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า
KEY
POINTS
- ผลสำรวจ สสว. พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 50.4% คาดว่าต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และราคาพลังงาน
- เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการ 21.7% เลือกที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า ขณะที่ 11.2% ยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่ายและตรงจุด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็ฒอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เอสเอ็มอีเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสวนทางกำลังซื้อที่ลดลง ขณะที่ผลสำรวจ สสว. พบว่า 50.4% คาดต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นใน 6 เดือนข้างหน้า ด้านผู้ประกอบการ 21.7% เลือกปรับขึ้นราคาสินค้า และ 11.2% ยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า จี้รัฐเร่งมาตรการช่วยเหลือให้เข้าถึงง่าย เพิ่มสภาพคล่อง และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน
สสว.เผยเอสเอ็มอี 50.4% ต้นทุนพุ่ง 6 เดือนข้างหน้า จี้รัฐเร่งมาตรการตรงจุด
จากการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาวัตถุดิบในตลาด 24.7% รองลงมาคือค่าขนส่งหรือโลจิสติกส์ และราคาพลังงาน ในสัดส่วนเท่ากันที่ 11.7% ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น 11.1% และการปรับราคาสินค้าของผู้จำหน่าย คู่ค้า หรือซัพพลายเชน 10.5%
ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก 5.8% ค่าแรงงาน 5.8% วัตถุดิบขาดแคลนหรือหาซื้อได้ยาก 5.1% สงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ 4.4% ภาษีนำเข้า/อากร 3.7% ภาษีหรือค่าธรรมเนียมภาครัฐ 2.9% ค่าเงินบาทผันผวน 1.4% ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์ 0.8% ดอกเบี้ยหรือภาระทางการเงิน 0.3% และกฎระเบียบหรือมาตรฐานใหม่ 0.1%
สำหรับแนวโน้มภาระต้นทุนธุรกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 50.4% คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ 36.7% คาดว่าต้นทุนจะอยู่ในระดับเดิม มี 9.6% ที่คาดว่าต้นทุนจะลดลง และอีก 3.3% ไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยปัจจัยที่กังวล ได้แก่ แนวโน้มราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิงและค่าขนส่ง การปรับราคาวัตถุดิบและสินค้าของซัพพลายเออร์ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มออนไลน์
ด้านภาระค่าไฟฟ้า พบว่า ผู้ประกอบการ 7.3% มีภาระในระดับมากถึงมากที่สุด 39.9% มีภาระระดับปานกลาง 42.7% มีภาระเล็กน้อย และ 10.1% ไม่สามารถประเมินได้ โดยเอสเอ็มอีขนาดกลางได้รับผลกระทบจากภาระค่าไฟฟ้า ตามด้วยธุรกิจขนาดย่อมและขนาดย่อยตามลำดับ
เอสเอ็มอี 21.7% เลือกขึ้นราคา รับมือต้นทุนพุ่ง
สำหรับแนวทางรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 21.7% เลือกปรับขึ้นราคาสินค้า รองลงมา 12.7% ลดต้นทุนด้านอื่น และ 11.2% ยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า ขณะที่ 7.8% เจรจาต่อรองราคากับผู้จำหน่ายหรือคู่ค้า และอีก 7.8% ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุน
ส่วนแนวทางอื่น ๆ ได้แก่ ลดจำนวนพนักงานหรือปรับรูปแบบการจ้างงาน 6.8% เปลี่ยนผู้จำหน่ายหรือแหล่งวัตถุดิบ 6.3% ลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาด 6.1% ลดกำลังการผลิต 5.3% ลดปริมาณสินค้าคงคลัง 3.6% ชะลอหรือเลื่อนการลงทุน 3.4% นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อลดต้นทุน 3.3% กู้เงินหรือหาแหล่งทุนเพิ่มเติม 2.8% และลงทุนเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 1.2%
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เอสเอ็มอีส่วนหนึ่งเลือกผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ ขณะที่บางธุรกิจยอมลดกำไรเพื่อรักษาฐานลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันสูงและมีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะลดการซื้อเมื่อราคาปรับขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาต่อรองกับคู่ค้า ปรับกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุน และนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
จี้รัฐออกมาตรการตรงจุด เพิ่มสภาพคล่องธุรกิจ
นายแสงชัย เปิดเผย ว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องการมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ 4 ด้าน ได้แก่ มาตรการที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว มาตรการที่ตรงกับปัญหาและครอบคลุม มาตรการที่ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน และมาตรการที่เห็นผลลัพธ์ได้จริงและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาช่วยประคับประคองผู้ประกอบการรายย่อย แต่ยังมีข้อจำกัดด้านความครอบคลุม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจในเศรษฐกิจฐานราก
ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องของเอสเอ็มอีลดลงต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ไตรมาส และยังได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากภัยพิบัติอุทกภัยที่ทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ผลกระทบดังกล่าวเพิ่มความท้าทายต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ การฟื้นฟูธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุน และระยะเวลาที่ผู้ประกอบการจะกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติ
นายแสงชัยกล่าวว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ พร้อมส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงระบบสถาบันการเงินมากขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมัน ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมกับประชาชน
ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงต้องกระจายรายได้และโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าและซัพพลายเชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินนโยบาย มุ่งขยายผลมาตรการที่มีประสิทธิภาพ กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ใช้งบประมาณอย่างรอบคอบและคุ้มค่า ตลอดจนบูรณาการโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ให้เกิดผลิตภาพสูงสุด เพื่อให้มาตรการภาครัฐตอบโจทย์ปัญหาของเอสเอ็มอีได้อย่างแท้จริง และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประคองธุรกิจและเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ






