thansettakij
thansettakij
World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท โตได้อีกไกล สร้างงาน 3 ล้านตำแหน่ง

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท โตได้อีกไกล ดึงดูดการลงทุน

13 ต.ค. 69 | 07:29 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ต.ค. 69 | 07:48 น.

World Bank เสนอไทยยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จากฐานวัฒนธรรมและผลงานในประเทศสู่ธุรกิจที่แข่งขันได้ระดับโลก ชี้หากพัฒนาเข้าใกล้เกาหลีใต้ อาจเพิ่มการจ้างงานในระบบเป็นเกือบ 9% ภายในปี 2583

KEY

POINTS

  • World Bank ระบุมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 10.8% ของ GVA) และมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ
  • แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีมูลค่าสูง แต่การจ้างงานในระบบยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 2% ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างตำแหน่งงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น
  • ข้อเสนอแนะสำคัญคือการปรับแนวทางสนับสนุนจากการให้ทุนรายโครงการไปสู่การสร้างธุรกิจให้เติบโต, เน้นการสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในตลาดโลก และพัฒนาบริษัทให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.8% ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีช่องว่างขยายการจ้างงานในระบบ เสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อดึงดูดการลงทุน สู่การสร้างธุรกิจให้เติบโต พร้อมผลักดันทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สร้างรายได้ในตลาดโลก

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท โตได้อีกไกล

Mr. Denis Medvedev, Global Director for Trade, Competition, and Business, World Bank Group กล่าวในหัวข้อ “Thailand’s New Horizons: The Creative Economy as a Growth Engine” ภายในงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

 

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท โตได้อีกไกล สร้างงาน 3 ล้านตำแหน่ง

 

รายงาน “Building Thailand’s Future Today” ของ World Bank Group ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อยกระดับผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในสาขาที่ไทยมีพื้นฐานและศักยภาพต่อยอดได้

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท

โดยระบุว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.8% ของมูลค่าเพิ่มรวมของประเทศ (Gross Value Added: GVA) ขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลุ่มหลักคิดเป็นประมาณ 4.6% ของ GVA สะท้อนบทบาทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ นอกเหนือจากมิติด้านวัฒนธรรมและสังคม

ด้านการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2545 เป็น 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือเติบโตมากกว่า 2 เท่าในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ 

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาสินค้าบางกลุ่มยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสร้างธุรกิจที่เติบโตในระดับสากลและการเพิ่มตำแหน่งงานในระบบ ทำให้ไทยจำเป็นต้องขยายโอกาสไปสู่ธุรกิจบริการสร้างสรรค์เชิงบริการและดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งสามารถต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาและสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศได้

ตลาดส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ ระบุว่า ตลาดส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าตลาดสินค้าสร้างสรรค์มากกว่า 2 เท่า ขณะที่รายได้จากอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงทั่วโลกมีแนวโน้มแตะเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดวิดีโอเกมมีมูลค่าคาดการณ์ประมาณ 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

โอกาสดังกล่าวเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์จากอาหาร แฟชั่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี และงานฝีมือ ไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการที่ทำตลาดได้ในระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ลิขสิทธิ์เพลง คาแรกเตอร์ และผลงานออกแบบ ให้สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิและช่องทางจัดจำหน่ายระหว่างประเทศ

 

World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท โตได้อีกไกล ดึงดูดการลงทุน

 

ชี้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยยังมีช่องว่างสร้างงาน

แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีสัดส่วนประมาณ 4.6% ของมูลค่าเพิ่มรวม แต่ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า การจ้างงานในระบบของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งต่ำกว่าบางประเทศที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใกล้เคียงกัน เช่น บราซิลและฟิลิปปินส์

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยจะมีความสามารถในการสร้างผลงานและสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ยังมีโอกาสเพิ่มจำนวนธุรกิจที่เติบโตได้จริง ขยายการจ้างงานในระบบ และสร้างอาชีพที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะในสาขาที่สามารถขยายตลาดได้กว้างกว่างานผลิตเฉพาะกลุ่ม

การประเมินที่นำเสนอในงานชี้ว่า หากไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับเกาหลีใต้ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมอาจเพิ่มเป็น 5.6% และสัดส่วนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ภายในปี 2583 ซึ่งอาจสร้างงานในระบบเพิ่มประมาณ 3 ล้านตำแหน่ง

ขณะที่การยกระดับบริการวิชาชีพสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับสหรัฐฯ อาจทำให้สาขานี้มีสัดส่วนสูงถึง 6.1% ของผลผลิต และ 12% ของการจ้างงาน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นภาพจำลองศักยภาพภายใต้เงื่อนไขการพัฒนา ไม่ใช่การคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

World Bank เสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

World Bank เสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. เปลี่ยนจากการสนับสนุนรายโครงการเป็นการสร้างธุรกิจให้เติบโต โดยวัดผลจากความสามารถในการขยายกิจการ เข้าถึงตลาดใหม่ และดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน แทนการพิจารณาเพียงจำนวนโครงการหรือเงินทุนที่ได้รับ

2. เปลี่ยนจากการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็นการสร้างรายได้จาก IP ด้วยการพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ และช่องทางสร้างรายได้จากผลงาน เพื่อให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต่อยอดได้

3. เปลี่ยนจากการพัฒนาผู้สร้างสรรค์ในประเทศเป็นการสร้างบริษัทที่แข่งขันได้ระดับโลก โดยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม บริการวิชาชีพ และเครือข่ายผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผลงานไทยเข้าถึงตลาดสากลได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการบังคับใช้สิทธิอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีบริหารสิทธิดิจิทัล การพัฒนาองค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และการจัดตั้งบริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP ข้ามประเทศ

อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ คาแรกเตอร์ คลังเพลง และผลงานออกแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสร้างสรรค์เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการระดมทุนโดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ภายใต้ระบบประเมินมูลค่าและกลไกบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

CEA ดัน Creative Capital สู่สินทรัพย์ระดับโลก

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนระดับนานาชาติด้านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” โดยมุ่งยกระดับทุนสร้างสรรค์ (Creative Capital) ที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่า ดึงดูดการลงทุน และขยายตลาดได้ในระดับโลก

สำหรับภาครัฐ ข้อเสนอสำคัญคือการสร้างระบบตลาดและกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยประเมินผลจากการเติบโตของธุรกิจ มูลค่าส่งออก รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างงานที่มีคุณภาพ

ขณะที่ภาคเอกชนและนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา ความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า ศักยภาพของบุคลากร และการผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดเอเชียและตลาดโลก