thansettakij
thansettakij
'ยูนิลีเวอร์' ดันไทยฐาน R&D ขยายเกมนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

'ยูนิลีเวอร์' ดันไทยฐาน R&D ขยายเกมนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

06 ต.ค. 69 | 04:59 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ต.ค. 69 | 05:00 น.

ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทยเป็น 1 ใน 11 Strategic R&D Hub ทั่วโลก ผสาน AI โรงงานต้นแบบ และวิทยาศาสตร์ เร่งพัฒนาสินค้ารองรับตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

KEY

POINTS

  • ยูนิลีเวอร์ยกระดับประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตสู่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Strategic R&D & Innovation Hub) หนึ่งใน 11 แห่งทั่วโลก
  • ใช้โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) และเทคโนโลยี AI เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับการผลิตจริง ช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนานวัตกรรม
  • เปลี่ยนบทบาททีมวิจัยไทยจากการปรับผลิตภัณฑ์เพื่อตลาดในประเทศ สู่การร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งออกสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

ยูนิลีเวอร์เดินหน้ายกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตสู่ Strategic R&D & Innovation Hub หนึ่งใน 11 ศูนย์วิจัยและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของยูนิลีเวอร์ทั่วโลก ใช้ศูนย์วิจัย โรงงานต้นแบบ และเทคโนโลยี AI เชื่อมงานวิทยาศาสตร์กับข้อมูลผู้บริโภคและการผลิตระดับอุตสาหกรรม หวังเร่งพัฒนานวัตกรรมจากไทยสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทย Strategic R&D Hub ดัน AI-นวัตกรรมสู่ตลาดโลก

นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทมากกว่าการเป็นฐานการผลิต โดยเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญของยูนิลีเวอร์ ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และความสามารถในการผลิตจริงระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้รวดเร็วขึ้น

 

นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย

 

การพัฒนานวัตกรรมของยูนิลีเวอร์อยู่ภายใต้แนวคิด “Desire at Scale” ควบคู่กับกรอบ SASSY ซึ่งประกอบด้วย Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others และ Young Spirited โดยไม่ได้มุ่งเพียงประสิทธิภาพของสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ รูปลักษณ์ การใช้งาน และพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง

โรงงานต้นแบบเชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตจริง

หนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่สนับสนุนบทบาทประเทศไทยในฐานะ Strategic R&D Hub คือโรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างการวิจัยในห้องปฏิบัติการกับการผลิตเชิงพาณิชย์ ก่อนขยายไปสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นตอนการทดลอง และการเพิ่มขีดความสามารถในการขยายกำลังการผลิตโดยยังรักษามาตรฐานระดับสากล

แนวทางดังกล่าวทำให้ทีมวิจัยสามารถทดสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดข้อจำกัดเมื่อต้องนำสูตรหรือผลิตภัณฑ์จากห้องทดลองไปสู่การผลิตจริง รวมถึงช่วยรองรับการขยายตลาดทั้งในภูมิภาคและระดับโลก

 

'ยูนิลีเวอร์' ดันไทยฐาน R&D ขยายเกมนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

 

AI ลดเวลาวิจัย เพิ่มความแม่นยำ

ขณะเดียวกัน ยูนิลีเวอร์นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ทั้ง Digital Simulation & Modelling และ Digital Twins เพื่อจำลองสูตร กระบวนการผลิต และผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นก่อนการทดลองจริง

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบสูตร และจำลองกระบวนการผลิตได้รวดเร็วขึ้น ลดจำนวนการทดลองที่ไม่จำเป็น เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้การขยายจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้แนวทาง “AI-Driven, People-Led” ที่ยังให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้กำกับทิศทางและมาตรฐานของนวัตกรรม

บทบาทของทีมวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยยังเปลี่ยนจากการปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับตลาดในประเทศ หรือ Local Adaptation ไปสู่การร่วมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในตลาดต่างประเทศ หรือ Co-developing Innovations

ลงทุน R&D ระดับโลกกว่า 836 ล้านยูโร

สำหรับภาพรวมเครือข่ายด้านวิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ ปัจจุบันมี Global Innovation Center 6 แห่งทั่วโลก และมีศูนย์ R&D เชิงกลยุทธ์ 11 แห่ง พร้อมนักวิจัยมากกว่า 4,500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมาใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนามากกว่า 836 ล้านยูโร

โครงสร้างดังกล่าวเปิดทางให้ศูนย์วิจัยในแต่ละประเทศสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทำงานร่วมกัน โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลกมาผสานกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคในแต่ละตลาด เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดท้องถิ่นและตลาดสากล

 

'ยูนิลีเวอร์' ดันไทยฐาน R&D ขยายเกมนวัตกรรมสู่ตลาดโลก

 

อีกปัจจัยที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมคือความยั่งยืน โดยยูนิลีเวอร์ระบุว่าแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการผลิต ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้พลังงานและของเสีย การเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการลดการใช้พลาสติกใหม่ หรือ Virgin Plastic และเพิ่มการใช้พลาสติกรีไซเคิล หรือ Post-Consumer Recycled Plastic (PCR)

การผสานความยั่งยืนเข้ากับกระบวนการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง จึงมีเป้าหมายทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ขณะที่ยูนิลีเวอร์เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

นายวิเวกอนันต์ กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมจากประเทศไทยไปสู่ตลาดโลกเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของทีม R&D ไทย โดยทิศทางในอนาคตไม่ได้มองเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และบุคลากรในประเทศไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับบทบาทไทยจากฐานการผลิตไปสู่หนึ่งในศูนย์กลางการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมของยูนิลีเวอร์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก