
'ยูนิลีเวอร์' ดันไทยฐาน R&D ขยายเกมนวัตกรรมสู่ตลาดโลก
ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทยเป็น 1 ใน 11 Strategic R&D Hub ทั่วโลก ผสาน AI โรงงานต้นแบบ และวิทยาศาสตร์ เร่งพัฒนาสินค้ารองรับตลาดภูมิภาคและตลาดโลก
KEY
POINTS
- ยูนิลีเวอร์ยกระดับประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตสู่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Strategic R&D & Innovation Hub) หนึ่งใน 11 แห่งทั่วโลก
- ใช้โรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) และเทคโนโลยี AI เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับการผลิตจริง ช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนานวัตกรรม
- เปลี่ยนบทบาททีมวิจัยไทยจากการปรับผลิตภัณฑ์เพื่อตลาดในประเทศ สู่การร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งออกสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก
ยูนิลีเวอร์เดินหน้ายกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตสู่ Strategic R&D & Innovation Hub หนึ่งใน 11 ศูนย์วิจัยและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของยูนิลีเวอร์ทั่วโลก ใช้ศูนย์วิจัย โรงงานต้นแบบ และเทคโนโลยี AI เชื่อมงานวิทยาศาสตร์กับข้อมูลผู้บริโภคและการผลิตระดับอุตสาหกรรม หวังเร่งพัฒนานวัตกรรมจากไทยสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก
ยูนิลีเวอร์ยกระดับไทย Strategic R&D Hub ดัน AI-นวัตกรรมสู่ตลาดโลก
นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทมากกว่าการเป็นฐานการผลิต โดยเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญของยูนิลีเวอร์ ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และความสามารถในการผลิตจริงระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้รวดเร็วขึ้น
การพัฒนานวัตกรรมของยูนิลีเวอร์อยู่ภายใต้แนวคิด “Desire at Scale” ควบคู่กับกรอบ SASSY ซึ่งประกอบด้วย Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others และ Young Spirited โดยไม่ได้มุ่งเพียงประสิทธิภาพของสินค้า แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ รูปลักษณ์ การใช้งาน และพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง
โรงงานต้นแบบเชื่อมงานวิจัยสู่การผลิตจริง
หนึ่งในโครงสร้างสำคัญที่สนับสนุนบทบาทประเทศไทยในฐานะ Strategic R&D Hub คือโรงงานต้นแบบ หรือ Pilot Plant ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างการวิจัยในห้องปฏิบัติการกับการผลิตเชิงพาณิชย์ ก่อนขยายไปสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยมี 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่ขั้นตอนการทดลอง และการเพิ่มขีดความสามารถในการขยายกำลังการผลิตโดยยังรักษามาตรฐานระดับสากล
แนวทางดังกล่าวทำให้ทีมวิจัยสามารถทดสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดข้อจำกัดเมื่อต้องนำสูตรหรือผลิตภัณฑ์จากห้องทดลองไปสู่การผลิตจริง รวมถึงช่วยรองรับการขยายตลาดทั้งในภูมิภาคและระดับโลก
AI ลดเวลาวิจัย เพิ่มความแม่นยำ
ขณะเดียวกัน ยูนิลีเวอร์นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ทั้ง Digital Simulation & Modelling และ Digital Twins เพื่อจำลองสูตร กระบวนการผลิต และผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นก่อนการทดลองจริง
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ทีมวิจัยสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบสูตร และจำลองกระบวนการผลิตได้รวดเร็วขึ้น ลดจำนวนการทดลองที่ไม่จำเป็น เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้การขยายจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภายใต้แนวทาง “AI-Driven, People-Led” ที่ยังให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้กำกับทิศทางและมาตรฐานของนวัตกรรม
บทบาทของทีมวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยยังเปลี่ยนจากการปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับตลาดในประเทศ หรือ Local Adaptation ไปสู่การร่วมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในตลาดต่างประเทศ หรือ Co-developing Innovations
ลงทุน R&D ระดับโลกกว่า 836 ล้านยูโร
สำหรับภาพรวมเครือข่ายด้านวิจัยและพัฒนาของยูนิลีเวอร์ ปัจจุบันมี Global Innovation Center 6 แห่งทั่วโลก และมีศูนย์ R&D เชิงกลยุทธ์ 11 แห่ง พร้อมนักวิจัยมากกว่า 4,500 คน และสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมาใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนามากกว่า 836 ล้านยูโร
โครงสร้างดังกล่าวเปิดทางให้ศูนย์วิจัยในแต่ละประเทศสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทำงานร่วมกัน โดยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลกมาผสานกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคในแต่ละตลาด เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทั้งตลาดท้องถิ่นและตลาดสากล
อีกปัจจัยที่ถูกนำมาใช้ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมคือความยั่งยืน โดยยูนิลีเวอร์ระบุว่าแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการผลิต ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้พลังงานและของเสีย การเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการลดการใช้พลาสติกใหม่ หรือ Virgin Plastic และเพิ่มการใช้พลาสติกรีไซเคิล หรือ Post-Consumer Recycled Plastic (PCR)
การผสานความยั่งยืนเข้ากับกระบวนการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง จึงมีเป้าหมายทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ขณะที่ยูนิลีเวอร์เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว
นายวิเวกอนันต์ กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมจากประเทศไทยไปสู่ตลาดโลกเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของทีม R&D ไทย โดยทิศทางในอนาคตไม่ได้มองเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI และบุคลากรในประเทศไทย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับบทบาทไทยจากฐานการผลิตไปสู่หนึ่งในศูนย์กลางการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมของยูนิลีเวอร์ในระดับภูมิภาคและระดับโลก






