
อุตสาหกรรมอาหาร เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน รับโลกธุรกิจวิกฤตซ้อนวิกฤต
Sea Value เปิดเวทีถอดบทเรียนธุรกิจอาหาร รับมือความผันผวนตั้งแต่วัตถุดิบขาดแคลน ภูมิอากาศ ตลาดโลก และกฎเกณฑ์ความยั่งยืน ชู Resilience เสริมความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมอาหารเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ภูมิรัฐศาสตร์, กฎระเบียบด้านความยั่งยืน และความผันผวนของวัตถุดิบ
- ผู้ประกอบการแนะให้ปรับตัวจากการคาดการณ์อนาคต มาสู่การสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว
- ผู้ผลิตรายใหญ่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น "มาม่า" จากปัญหาการค้าชายแดนกัมพูชา และ "ซี แวลู" จากภาวะขาดแคลนปลาทูน่า นำไปสู่การปรับกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่ม
Sea Value จัดเวที “Sea Value Green Happiness 2026 - Resilient Mindset” เปิดมุมมองผู้บริหารอุตสาหกรรมอาหาร ชี้โลกธุรกิจเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภูมิรัฐศาสตร์ กฎระเบียบด้านความยั่งยืน และความผันผวนของวัตถุดิบ แนะธุรกิจปรับตัวจากการคาดการณ์อนาคต สู่การสร้างความยืดหยุ่นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนา “Sea Value Green Happiness 2026 - Resilient Mindset” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ โดยมีผู้บริหารจากภาคการเงินและอุตสาหกรรมอาหารร่วมถ่ายทอดประสบการณ์รับมือวิกฤต และแนวทางนำ ESG มาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ
ESG จากเรื่องสิ่งแวดล้อมสู่โจทย์การเงิน
ดร.วิชัย ณรงค์วณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ฝ่าคลื่นวิกฤตสถานการณ์โลก สู่เส้นทางความยืดหยุ่น” ว่า ปัจจุบันธุรกิจต้องเผชิญวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบด้านความยั่งยืน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี และปัญหาด้านแรงงาน
ขณะที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจากเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์และการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก ซึ่งต้องเตรียมรับกฎระเบียบระหว่างประเทศ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM รวมถึงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลอย่าง ISSB และ CSRD
ด้านภาคการเงินมีเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ เช่น Thailand Taxonomy, Transition Finance และสินเชื่อสีเขียว เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับตัวไปสู่การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน
ม่าม่า ชี้ตลาดกัมพูชากระทบส่งออก มาม่ายอดหายกว่า 7 พันล้าน
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ ฟู้ดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “มาม่า” กล่าวว่า ในช่วงปี 2564-2565 ธุรกิจเผชิญปัญหาราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะได้รับผลกระทบจากการปรับราคาขาย แต่เป็นสถานการณ์ที่สามารถบริหารจัดการตามแผนที่วางไว้ได้
อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่ส่งผลกระทบหนักในช่วงที่ผ่านมา คือปัญหาการค้าชายแดนกัมพูชา โดยตั้งแต่กลางปีเกิดปัญหาการติดด่านและกระแสต่อต้านสินค้าไทย ส่งผลให้ยอดขายส่งออกจากไทยไปกัมพูชาหายไปประมาณ 110 ล้านบาทต่อเดือน และมีความเสียหายสะสมกว่า 7,000 ล้านบาท
ก่อนเกิดปัญหา ตลาดกัมพูชาเป็นตลาดสำคัญของมาม่า โดยมีส่วนแบ่งประมาณ 70-80% แต่เมื่อการค้าชะลอตัว สินค้าจากเวียดนามและแบรนด์ท้องถิ่นเข้ามาทดแทน ส่งผลให้ยอดขายส่งออกโดยรวมลดลงประมาณ 20% ขณะที่สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศลดจากประมาณ 30% เหลือ 18-19%
นายพันธ์ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญคือธุรกิจไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป เพราะความเสี่ยงจากต่างประเทศสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว จึงต้องกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ รวมถึงบริหารสินค้าคงเหลือให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ บริษัทยังนำสินค้าคงเหลือที่มีความเสี่ยงต่อการหมดอายุ เช่น น้ำถั่วเหลืองกระป๋องประมาณ 270,000 กระป๋อง ไปบริจาคให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อใช้ประโยชน์แทนการปล่อยให้หมดอายุและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำลาย
Sea Value รับมือปลาทูน่าขาดแคลน ดัน Value Creation เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ
นายอมรพันธุ์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงปี 2569 อุตสาหกรรมอาหารทะเลเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบปลาทะเลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปลาทูน่า ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบประมาณ 10 ปี
ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ปริมาณการนำเข้าปลาทูน่าของไทยลดลงอย่างมาก จากระดับปกติประมาณ 800,000-900,000 ตันต่อปี เหลือประมาณ 4,000 ตันในช่วง 2 เดือนดังกล่าว โดยมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล ส่งผลให้ฝูงปลาเปลี่ยนแปลงเส้นทางการอพยพ
นายอมรพันธุ์ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าข้อมูลในอดีตอาจไม่สามารถใช้คาดการณ์อนาคตได้ทั้งหมด ธุรกิจจึงต้องปรับจากการพยายามคาดการณ์ราคาและปริมาณวัตถุดิบ มาเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบที่มีอยู่
หนึ่งในแนวทางคือการนำส่วนเหลือจากปลา เช่น หัวปลา ก้างปลา และเศษปลา มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นโภชนาการและคุณค่าของอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยแทนการพึ่งพาการขายสินค้าในรูปแบบสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ด้านความยั่งยืน Sea Value ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากการทำประมงอย่างรับผิดชอบ โดยสนับสนุนมาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) รวมถึงการดำเนินงานร่วมกับ International Seafood Sustainability Foundation และโครงการ Fishery Improvement Projects (FIP)
“มิตรผล” ชูบริหารน้ำ-ดิน ลดเผาอ้อย เพิ่มผลิตภาพรับ Climate Change
นายวรวัฒน์ ศรียุกต์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมน้ำตาลได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม เนื่องจากวัตถุดิบอ้อยอยู่ในภาคเกษตรกรรมต้นน้ำ
ในช่วงหนึ่งปริมาณอ้อยทั้งประเทศลดลงประมาณ 50% ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล และเอทานอล ทำให้การบริหารจัดการน้ำและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกลายเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจ
มิตรผลจึงสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้านการบริหารจัดการน้ำและดิน โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้ต่อไร่ รวมถึงพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เช่น โครงการในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับการผลิต
สำหรับปัญหาการเผาอ้อย นายวรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนอ้อยเผาลดลงเหลือต่ำกว่า 10% จากเดิมประมาณ 30-40% โดยมีมาตรการควบคุมการรับอ้อยเผาเข้าสู่โรงงาน รวมถึงมาตรการหักเงินและเงื่อนไขการรับอ้อย ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
นายวรวัฒน์ยังมองว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรเชื่อมโยงกับการเพิ่มผลิตภาพ เพราะหากธุรกิจสามารถใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิมแต่ผลิตสินค้าได้มากขึ้น หรือใช้ทรัพยากรน้อยลงเพื่อผลิตสินค้าในปริมาณเท่าเดิม ก็จะช่วยลดการใช้พลังงาน น้ำ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
ESG กลายเป็นเงื่อนไขการค้า ธุรกิจต้องปรับตัว
นายวรวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากลูกค้าและคู่ค้าระหว่างประเทศที่กำหนดเงื่อนไขด้านความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งเรื่องบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำ การเกษตรยั่งยืน การลดคาร์บอน และสิทธิมนุษยชน
ขณะเดียวกันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ เช่น Carbon Tax, Emissions Trading System (ETS) และกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจมากขึ้น รวมถึงภาคการเงินที่นำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ทั้งนี้ บริษัทที่สามารถปรับตัวและดำเนินงานตามมาตรฐานด้านความยั่งยืนได้ก่อน อาจสร้างโอกาสทางธุรกิจจากการเข้าถึงตลาดและแหล่งเงินทุนสีเขียวได้มากขึ้น
นายพันธ์ กล่าวว่า ในด้านสิ่งแวดล้อม ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีการใช้ประมาณ 2,000 ล้านหน่วยต่อปี และส่วนใหญ่เป็นพลาสติกหลายชั้น (Multi-layer) ซึ่งมีข้อจำกัดในการรีไซเคิล
บริษัทจึงพยายามหาแนวทางนำซองพลาสติกใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ โดยมีการพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับผลิตไม้เทียม และนำวัสดุที่ผลิตได้ไปใช้ในโครงการเพื่อสังคม รวมถึงบ้านตัวอย่างที่บ้านบางแค แนวคิดสำคัญคือธุรกิจต้องมองห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงหลังผู้บริโภค ไม่ใช่จบเพียงการขายสินค้า เพราะสิ่งที่ธุรกิจสร้างขึ้นยังมีผลต่อสิ่งแวดล้อมหลังการใช้งาน
Sea Value เดินหน้า Green Economy ลงทุนลดคาร์บอน-จัดการน้ำ
สำหรับ Sea Value นายอมรพันธุ์ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้มุ่งขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้าง Green Economy ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร รวมถึงการเติบโตโดยไม่ทิ้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไว้ข้างหลัง
บริษัทดำเนินงานด้าน ESG ครอบคลุมตั้งแต่บุคลากร ห่วงโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ พลังงาน และการจัดการน้ำ โดยนำรถไฟฟ้ามาใช้ทดแทนรถน้ำมันในเส้นทางระยะสั้นถึงกลาง ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 33-65% เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน
ด้านพลังงานในโรงงาน มีการใช้รถโฟล์คลิฟต์ไฟฟ้าแทน LPG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 3,000 tCO2e ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดได้ประมาณ 30,800 tCO2e และใช้พลังงานชีวมวลทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดได้ประมาณ 15,000 tCO2e พร้อมนำเทคโนโลยี IoT, AI, Big Data และระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
นอกจากนี้ ยังลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียขั้นสูงแบบปิดอัจฉริยะ ซึ่งลดพื้นที่ระบบบำบัดได้มากกว่า 80% และมีศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 170,000 tCO2e ต่อปี รวมถึงมีแผนนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำสูง และนำพื้นที่บ่อบำบัดเดิมมาพัฒนาเป็นโซลาร์ฟาร์มขนาดประมาณ 3 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถทดแทนความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงงาน Unicord 1 ได้ราว 50%
3 อุตสาหกรรมชู Resilience รับวิกฤตซ้อนวิกฤต
ทั้ง 3 ผู้บริหารเห็นตรงกันว่า “Resilience” หรือความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงวิกฤต แต่คือความสามารถในการยืนหยัด ปรับตัว และกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลง
นายพันธ์มองว่า Resilience คือการ “ยืนหยัดแต่ยืดหยุ่น” โดยองค์กรต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่ต้องสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ และประเมินภาพรวมของ Supply Chain โดยไม่ตื่นตระหนก
ด้านนายอมรพันธุ์มองว่า ธุรกิจต้องยืนอยู่บนรากฐานและ Core Value ขององค์กร ขณะเดียวกันต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองและสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ ส่วน นายวรวัฒน์มองว่า Resilience คือการ “ล้มแล้วลุกให้เร็ว” โดยองค์กรต้องมีทั้ง Enterprise Risk Management (ERM) และ Business Continuity Management (BCM) รวมถึงเตรียมกระบวนการและบุคลากรให้พร้อมรับมือกับวิกฤตที่คาดการณ์ไม่ได้
ในด้านธรรมาภิบาล นายอมรพันธุ์กล่าวว่า Sea Value จะให้ความสำคัญกับ Governance มากขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยมองว่าการดำเนินธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงการสร้างกำไรสูงสุด แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ขณะที่นายพันธ์ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริตและการสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใส ส่วน นายวรวัฒน์มองว่า Governance สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่องค์กรควบคุมได้ ทั้งความโปร่งใสต่อคู่ค้า ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และพนักงาน
ทั้งนี้ เวที Sea Value Green Happiness 2026 สะท้อนว่า ความเสี่ยงของธุรกิจอาหารในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะต้นทุนหรือกำลังซื้อ แต่เชื่อมโยงตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน กฎระเบียบ การเงิน เทคโนโลยี ไปจนถึงความคาดหวังของผู้บริโภคและคู่ค้าระหว่างประเทศ ทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันของธุรกิจต้องดำเนินการตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า






