thansettakij
thansettakij
อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่ม ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงภูมิภาค

อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่ม ฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เชื่อมโยงภูมิภาค

02 ต.ค. 69 | 03:16 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ต.ค. 69 | 03:17 น.

‘เป๊ปซี่โค’ ชี้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม กุญแจสำคัญยกระดับผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน สู่การเติบโตด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม อย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
  • อุตสาหกรรมนี้มีความโดดเด่นในการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมในประเทศไปจนถึงผู้บริโภค ทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอน
  • ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเชื่อมโยงและตอบสนองความต้องการของตลาดในภูมิภาคและระดับโลก

การประชุมประจำปี IMF–World Bank Annual Meetings ณ กรุงเทพมหานคร เป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยซึ่งเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเร่งเพิ่มผลิตภาพและนำพาประเทศก้าวสู่โครงสร้างเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

IMF–World Bank บริบทเศรษฐกิจโลก

การที่ผู้นำภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings) นับเป็นการกลับมารวมตัวครั้งสำคัญในประเทศไทยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2534

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการ ทั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของการเติบโตในระยะต่อไป การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนการสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การจัดการประชุมเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศกำลังพิจารณาและกำหนดทิศทางการเติบโตในระยะต่อไป โอกาสของประเทศไทยจึงครอบคลุมถึงการดึงดูดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงทุนจากนานาประเทศเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ พร้อมทั้งนำปัจจัยเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับโจทย์และความต้องการของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จับตาอาเซียนจาก ‘การขยายตัว’ สู่ ‘การเพิ่มผลิตภาพ’

ที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตจากการเป็นฐานการผลิต การขยายตัวของกำลังซื้อ ตลาดผู้บริโภคที่เติบโตต่อเนื่อง และความเชื่อมโยงทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อจำกัดด้านทรัพยากร และการดิสรัปชันทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตจึงไม่อาจพึ่งพาเพียงการขยายกำลังการผลิตหรือการดึงดูดเงินทุนเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องพึ่งพา "ผลิตภาพ" (Productivity) ซึ่งหมายถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการยกระดับไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจที่ดำเนินงานในหลายประเทศ สามารถนำโซลูชันที่ประสบความสำเร็จในตลาดหนึ่งไปทดลองและขยายผลในตลาดอื่น ดังเช่น โครงการ Greenhouse Program ของเป๊ปซี่โคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งได้ริเริ่มโครงการนำร่องมากกว่า 22 โครงการร่วมกับสตาร์ทอัพกว่า 30 ราย เพื่อทดสอบเทคโนโลยีตั้งแต่ด้านระบบโลจิสติกส์ เกษตรกรรม ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีเป้าหมายในการนำโซลูชันที่ผ่านการพิสูจน์แล้วไปใช้งานเชิงพาณิชย์และขยายผลในวงกว้าง

โอกาสประเทศไทยสู่เศรษฐกิจรายได้สูง

รายงานล่าสุดของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระบุว่า การเร่งเติบโตของผลิตภาพเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการนำเทคโนโลยีมาใช้ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ซึ่งรายงานได้ระบุชัดเจนว่า อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีศักยภาพและความได้เปรียบสูง

ในระดับภูมิภาค การลงทุนด้านการผลิตกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเป๊ปซี่โคได้ขยายการลงทุนด้านการผลิตในอินโดนีเซียและเวียดนาม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคมีโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยว 2 แห่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่ง เมื่อผนวกกับตลาดผู้บริโภคที่มีพัฒนาการหลากหลายและความเชื่อมโยงกับตลาดโลก ประเทศไทยจึงมีศักยภาพสูงในการต่อยอดเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

ไร่มันฝรั่ง

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เชื่อมโยงทุกมิติ

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวอย่างที่สะท้อนภาพโอกาสของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นน้ำอย่างวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานการเกษตรภายในประเทศ ไปจนถึงกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งได้แก่ กระบวนการผลิต การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ระบบโลจิสติกส์ การค้าปลีก และการส่งมอบถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ อุตสาหกรรมนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำและพลังงาน

ด้วยเหตุนี้ โอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การ "ผลิตให้มากขึ้น" แต่คือการ "สร้างมูลค่าให้มากขึ้น" ตลอดทั้งห่วงโซ่ ผ่านการคิดค้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ และการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เสริมศักยภาพระดับโลกเพื่อตอบโจทย์บริบทท้องถิ่น

การนำเทคโนโลยีมาใช้จะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดเมื่อสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด ตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องมือดิจิทัลและการบริหารจัดการข้อมูลสามารถยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน การนำข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภคมาวิเคราะห์จะช่วยให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและวิถีชีวิตในแต่ละพื้นที่

ในประเทศไทย เป๊ปซี่โคได้รวมเอาศักยภาพระดับโลกด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบ และข้อมูลผู้บริโภค เข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรมไทย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเลย์รสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น รส "เมี่ยงคำครบรส" รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ในส่วนของห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ เป๊ปซี่โคได้ทำงานร่วมกับครอบครัวเกษตรกรไทยมากกว่า 4,830 ครอบครัว ในพื้นที่ 9 จังหวัดทั่วประเทศ โดยประมาณ 70% ของมันฝรั่งที่ใช้ในการผลิตขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย มาจากการเพาะปลูกและแหล่งผลิตภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรท้องถิ่น

ทรัพยากรสร้างความได้เปรียบใหม่ทางการแข่งขัน

ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดด้านทรัพยากร ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตั้งแต่ภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบจึงช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

แนวคิดดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการจัดการพลังงาน วัสดุ และบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวอย่างรูปธรรมคือ โรงงานผลิตอาหารของเป๊ปซี่โคในจังหวัดลำพูน ที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อดักจับไอน้ำที่ระเหยจากมันฝรั่งในระหว่างกระบวนการปรุง แล้วนำไอน้ำนั้นเข้าสู่กระบวนการบำบัดเพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียนภายในโรงงาน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ