thansettakij
thansettakij
กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1.16 แสนล้านปูพรมค้าปลีกเวียดนาม

กลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1.16 แสนล้านปูพรมค้าปลีกเวียดนาม

17 ก.ย. 69 | 11:11 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ก.ย. 69 | 11:12 น.

กลุ่มเซ็นทรัลเดินหน้ายุทธศาสตร์การลงทุนในเวียดนาม ทุ่มงบกว่า 1.16 แสนล้านบาท หลังสยายปีกรุก ตลาด 8 ปีสร้างยอดขายสะสมทะลุ 3.3 แสนล้านบาท ตอกย้ำผู้นำค้าปลีกสมัยใหม่มุ่งศึกษาโมเดลร้านสะดวกซื้อ ชิงตลาดแข่งเซเว่นฯ-แฟมิลี่มาร์ท

KEY

POINTS

  • กลุ่มเซ็นทรัลประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ในเวียดนาม มูลค่ากว่า 1.16 แสนล้านบาท เพื่อขยายอาณาจักรธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์
  • การลงทุนเป็นการผนึกกำลังของ 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) เพื่อขยายไฮเปอร์มาร์เก็ต, เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) สำหรับโครงการมิกซ์ยูส และเซ็นทารา (Centara) ในกลุ่มโรงแรม
  • แผนการลงทุนหลักมุ่งเน้นการขยายสาขา GO! Hypermarket เพิ่มอีก 50 แห่ง และศึกษาโมเดลร้านสะดวกซื้อ เพื่อเจาะตลาดที่กำลังเติบโตสูง
  • การตัดสินใจลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของเวียดนาม

กลุ่มเซ็นทรัลเดินหน้าลงทุนในประเทศเวียดนามตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำธุรกิจค้าปลีกไทยสู่ระดับภูมิภาค ด้วยการสร้างระบบนิเวศค้าปลีกครอบคลุมทั้งอาหาร ไลฟ์สไตล์ และ อสังหาริมทรัพย์

การประกาศแผนการลงทุนระลอกใหม่ มูลค่ากว่า 116,000 ล้านบาท ไม่เพียงสะท้อนความมั่นใจต่อ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แต่ยังเป็นการเปิดฉากศึกค้าปลีกรอบใหม่ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การค้า ไปจนถึงการศึกษาโมเดลร้านสะดวกซื้อ

GO! Hypermarket ประเทศเวียดนาม

จากจุดเริ่มต้นสู่อาณาจักรค้าปลีกยอดขาย 3.3 แสนล้านบาท

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ President กลุ่มเซ็นทรัล  กล่าวว่า การก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศเวียดนามของกลุ่มเซ็นทรัลได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งนับเป็นระยะเวลากว่า 15 ปีของการปูรากฐานและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดดเด่นที่สุดของภูมิภาคอาเซียน

จากจุดเริ่มต้นของการเข้าไปศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและการเรียนรู้โครงสร้างตลาดท้องถิ่น กลุ่มเซ็นทรัลได้นำโดยบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอาร์ซี (CRC) เพื่อแปรเปลี่ยนจากผู้ประกอบการค้าปลีกต่างชาติรายใหม่ ให้กลายเป็นผู้สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มธุรกิจอาหาร (Food Retail) กลุ่มสินค้าน็อนฟู้ดและไลฟ์สไตล์ (Non-food Retail) ตลอดจนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้า (Property)

ความสำเร็จจากการวางรากฐานยาวนานกว่าทศวรรษ สะท้อนให้อย่างชัดเจนผ่านผลการดำเนินงานทางธุรกิจ โดยในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมาระหว่างปี 2561-2568 เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม สามารถสร้างยอดขายรวมสะสมได้สูงถึงกว่า 3.3 แสนล้านบาท โดยรายได้ทั้งหมดจากการดำเนินงานยังคงถูกหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของเวียดนาม ผ่านการลงทุนขยายสาขาและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางค้าปลีก

ปัจจุบัน เครือข่ายของเซ็นทรัล รีเทล ได้ขยายครอบคลุมไปแล้วถึง 26 จังหวัด จากทั้งหมด 34 จังหวัดทั่วประเทศเวียดนาม ประกอบไปด้วยศูนย์การค้าและร้านค้าหลากหลายรูปแบบมากกว่า 300 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ค้าปลีกรวมกันมากกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร รองรับจำนวนผู้บริโภคเข้าใช้บริการมากกว่า 200 ล้านคนต่อครั้งในแต่ละปีหรือเฉลี่ย 5 แสนคนต่อวัน

Lan Chi Mart ประเทศเวียดนาม

จ้างงาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในเวียดนาม

นอกจากมิติทางธุรกิจแล้ว การสยายปีกของกลุ่มเซ็นทรัลยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและการจ้างงานในท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการสร้างงานให้กับประชาชนชาวเวียดนามถึง 1.3 หมื่นตำแหน่ง โดยมีสัดส่วนพนักงานที่เป็นชาวเวียดนามสูงถึง 99.5% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัวชาวเวียดนามมากกว่า 1.3 หมื่นครอบครัว

ตลอดจนส่งต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าขยายการลงทุนในเวียดนามอย่างก้าวกระโดด มาจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง

สะท้อนจากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโตสูงถึง 8.18%  โดยไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ถึง 8.39% ขณะที่ยอดขายค้าปลีกและภาคการบริการผู้บริโภค (Consumer Service) เติบโตถึง 12.9% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption)

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP เวียดนามตลอดทั้งปี 2569 อาจสูงถึง 7.2% ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ตอกย้ำว่าเวียดนามเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีศักยภาพสูงมากในระดับภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลักเพื่อการเติบโตระยะยาว

นางสาววัลยา กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัลได้เปิดเผยแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศเวียดนาม รวมมูลค่ามากกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.16 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของ 3 กลุ่มธุรกิจหลักภายใต้ร่มเงากลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ เซ็นทรัล รีเทล, เซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา

บรรยากาศการจับจ่ายในประเทศเวียดนาม

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แบ่งตาม 3 เสาหลักดังนี้

เสาหลักที่ 1: เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) – เตรียมเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.9 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งขยาย 50 สาขาและเสริมความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็มค้าปลีก

โดยมีจุดโฟกัสสำคัญอยู่ที่การขยายสาขาเรือธงอย่าง GO! Hypermarket เพิ่มขึ้นอีก 50 สาขา ภายในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะใช้วงเงินลงทุนในส่วนนี้ประมาณ 3.55 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาโอกาสการลงทุนครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตให้บริการอยู่แล้ว 44 สาขา

ขณะเดียวกัน ในระยะปานกลางภายในปี 2571 กลุ่มธุรกิจฟู้ดของเซ็นทรัล รีเทล ได้วางเป้าหมายที่จะเปิด GO! Hypermarket เพิ่มเติมอีก 10 ถึง 12 สาขา ควบคู่ไปกับการเร่งขยาย mini go! Supermarket อีกจำนวน 23 ถึง 25 สาขา ในพื้นที่ศักยภาพใหม่ๆ  ทั้งในเมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนต่างจังหวัด เพื่อรองรับกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ

เสาหลักที่ 2: เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) – เตรียมงบลงทุนไว้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.7 หมื่นล้านบาท ปักหมุดโครงการมิกซ์ยูสระดับโลก บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เตรียมนำความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการศูนย์การค้ามิกซ์ยูส Central i-City ในประเทศมาเลเซีย มาต่อยอดการขยายธุรกิจสู่ประเทศเวียดนาม

สำหรับระยะเวลา 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนา ได้มีการจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ในนครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย เมืองดานัง และเมืองสำคัญอื่น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการศูนย์การค้ามิกซ์ยูสระดับเวิลด์คลาส ฃ

พร้อมทั้งมองหาพันธมิตรท้องถิ่นและทำเลที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง  โดยหากได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และกฎระเบียบต่าง ๆ (Regulations) ที่เอื้อต่อการลงทุน ก็จะส่งผลให้การพัฒนาโครงการสามารถคืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ซูเปอร์มาร์เก็ต ในประเทศเวียดนาม

เสาหลักที่ 3: โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (Centara) - ยกระดับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ในกลุ่มธุรกิจการบริการ โรงแรมในเครือเซ็นทาราซึ่งเปิดให้บริการในเวียดนามมาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจโรงแรม Centara Mirage Resort Mui Ne ขนาด 984 ห้อง ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2564 และกำลังอยู่ระหว่างการขยายโครงการใหม่ที่สำคัญ ณ เวิน ด่อน (Van Don) จังหวัดกว่างนิญ

โดยจะเข้าบริหารโรงแรมจำนวน 2 แห่ง รวมทั้งสิ้น 977 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติเวิน ด่อน เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว และคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการบางส่วนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569

นอกจากนี้ เซ็นทารายังได้ร่วมมือกับเซ็นทรัลพัฒนาในการมองหาโอกาสพัฒนาโครงการโรงแรมในเมืองหลัก ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามในระยะยาว

เจาะลึกอีโคซิสเต็มรีเทลเวียดนาม

นายโอลิวิเยร์ แลงเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม กล่าวว่า โครงสร้างการดำเนินธุรกิจค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทล ในประเทศเวียดนาม ได้ถูกออกแบบให้มีความหลากหลายผ่านกลยุทธ์ Multi-Format และ Multi-Category  เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับและทุกพื้นที่

ธุรกิจค้าปลีกถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • กลุ่มฟู้ด (Food Group): ถือเป็นหัวเจาะหลักในการสร้างรายได้ ประกอบด้วย GO! Hypermarket (เดิมคือ Big C/GO!), Tops Market, mini go! Supermarket และ Lan Chi Mart
  • กลุ่มน็อนฟู้ดและสินค้าไลฟ์สไตล์ (Non-Food Group): ครอบคลุมแบรนด์แฟชั่น สปอร์ต และสินค้าเฉพาะทาง เช่น Supersports, Kubo, Dyson, Columbia, Crocs, Hoka, Speedo และ Under Armour
  • กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ (Property Group): ดำเนินธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้า GO! Mall ซึ่งเชื่อมโยงแบรนด์สินค้านานาชาติมากกว่า 200 แบรนด์ และร้านค้าเช่าของผู้ประกอบการท้องถิ่นเวียดนามอีกกว่า 400 ราย

ความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจฟู้ด สะท้อนผ่านตัวเลขการครองส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เซ็นทรัล รีเทล สามารถครองส่วนแบ่งตลาดของยอดขายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (FMCG) ในช่องทาง ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต สูงถึง 40.1% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ที่สุด และตอกย้ำการเป็นผู้นำอันดับ 1 ด้านยอดขายในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตของเวียดนามอย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า เซ็นทรัล รีเทล ยังก้าวขึ้นเป็นผู้ประกอบการศูนย์การค้าอันดับ 2 ของประเทศ โดยมุ่งยกระดับศูนย์การค้าให้เป็น "Family Mall" ที่มอบประสบการณ์ครบวงจรสำหรับครอบครัว ผ่านการผสมผสานระหว่างร้านค้าเช่า ความบันเทิง ร้านอาหาร และมีไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นแม่เหล็กหลัก (Anchor)

กลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าลงทุนในประเทศเวียดนาม

เซ็นทรัล รีเทล จึงได้วางกลยุทธ์จัดกลุ่มร้านค้า (Store Clustering) ออกตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่

  • International & Mainstream Cluster: สำหรับร้าน GO! Hypermarket ในเขตเมืองที่เน้นสินค้านานาชาติและยกระดับประสบการณ์ให้เป็น Fresh Food Destination ควบคู่กับคอนเซ็ปต์ Bakery และ Eatery
  • Urban Supermarket: สำหรับ Tops Market ในเขตเมืองหลักที่ปรับโมเดลเน้นจับกลุ่ม Gen Z คัดสรรสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) และสินค้าไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว
  • Countryside & Rural Concept: สำหรับ mini go! Supermarket ที่เน้นขยายสาขาในต่างจังหวัด พื้นที่เมืองรอง รวมถึงพื้นที่ชนบท (Tier 3 และ Tier 4) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้บริโภคจากดั้งเดิม (Traditional Trade) ให้เข้าสู่ประสบการณ์ค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศผ่านการเปิดตัวดิจิทัลลอยัลตีโปรแกรม "The 1 Vietnam" ซึ่งขยายการครอบคลุมทั้งธุรกิจฟู้ดและน็อนฟู้ด จนสามารถขยายฐานสมาชิกได้มากกว่า 7.4 ล้านคนภายในระยะเวลาดำเนินงานไม่ถึง 1 ปี ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลและสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) ให้กับผู้บริโภคชาวเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมรภูมิการแข่งขันและวิเคราะห์กลยุทธ์รุกศึกร้านสะดวกซื้อ

เมื่อทำการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดค้าปลีกของประเทศเวียดนาม พบว่าประเทศเวียดนามยังมีโอกาสในการขยายตัวของค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail) อีกมหาศาล เนื่องจากปัจจุบันอัตราการเข้าถึงของ Modern Retail ในเวียดนามยังมีสัดส่วนเพียง 13% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีอัตราการเข้าถึงสูงใกล้เคียง 50%

ขณะที่โครงสร้างตลาดส่วนใหญ่ของเวียดนามยังคงถูกครอบครองโดยตลาดดั้งเดิม (Traditional Market) อย่างไรก็ตาม สภาพการแข่งขันในกลุ่ม Modern Trade ของเวียดนามมีความเคี่ยวคั่วสูงขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งผู้เล่นต่างชาติและผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ในท้องถิ่น

1. ศึกไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต: แม้เซ็นทรัล รีเทล จะครองความเป็นเบอร์ 1 ในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ผู้ท้าชิงที่ตามมาติดๆ ในกลุ่ม Modern Trade คือกลุ่มทุนข้ามชาติจากประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

รวมถึงผู้เล่นท้องถิ่นระดับแถวหน้าอย่าง Co.op Mart ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นที่มีขนาดและจำนวนสาขาใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต

2. สมรภูมิร้านสะดวกซื้อและ Minimart: ในช่องทางร้านค้าขนาดเล็กหรือ Minimart/Convenience Store ตลาดเวียดนามถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่อย่าง "WinMart" (เดิมคือ VinMart) ซึ่งมีเครือข่ายสาขาขนาดเล็กกระจายตัวอยู่อย่างหนาแน่นทั่วประเทศ  นอกจากนี้ยังมีทั้งเซเว่น อีเลฟเว่นและร้านแฟมิลี่ มาร์ท ที่ยึดครองตลาดร้านสะดวกซื้อ

การซุ่มศึกษาโมเดลร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กของเซ็นทรัล

กลุ่มเซ็นทรัลกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโมเดลร้านค้าขนาดเล็กอย่างระมัดระวัง โดยรูปแบบการขยายสาขาในเวียดนามไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงแค่ห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าขนาดใหญ่แบบในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามความพร้อมและบริบทของแต่ละพื้นที่

ในการเจาะตลาดร้านสะดวกซื้อหรือ Minimart กลุ่มเซ็นทรัลยอมรับว่าการพัฒนาฟอร์แมตขนาดเล็กให้ประสบความสำเร็จและมีกำไรในตลาดเวียดนามยังต้อง "ใช้เวลา" ในการทดสอบและปรับโมเดล เนื่องจากโครงสร้างการแข่งขันที่มีผู้เล่นท้องถิ่นแข็งแกร่งอย่าง WinMart เจ้าตลาดเดิม

ทำให้เซ็นทรัลเลือกที่จะพัฒนาโมเดลไฮบริดอย่าง mini go! ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อเจาะพื้นที่ต่างจังหวัดและชุมชนโดยเฉพาะ เพื่อทดลองตลาดและศึกษากรณีการใช้อุปสงค์ในพื้นที่ชนบทและเมืองรอง ก่อนที่จะขยายผลไปสู่การพัฒนาฟอร์แมตร้านสะดวกซื้อขนาดเล็กที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ยุทธศาสตร์ Better for Vietnam: การยกระดับซัพพลายเชน

กลุ่มเซ็นทรัลไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การขยายอาณาจักรเพื่อผลตอบแทนทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังได้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "Better for Vietnam" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศปี 2050 ของรัฐบาลเวียดนาม และกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม (MOIT) โดยขยายการดำเนินงานผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ

1. การจัดหาสินค้าและการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น (Sourcing): เซ็นทรัล รีเทล ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ภายในประเทศอย่างจริงจัง สะท้อนจากสัดส่วนสินค้าที่วางจำหน่ายในห้างร้านในเครือมากกว่า 90% มาจากแหล่งผลิตภายในประเทศเวียดนาม โดยมีการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ท้องถิ่นและผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 2,000 ราย

นอกจากนี้ ยังได้จัดงาน "Vietnamese Week in Thailand" ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการคัดเลือกผู้ประกอบการรายย่อยของเวียดนามมากกว่า 1,000 รายตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ให้มีโอกาสนำสินค้าประเภทชา กาแฟ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และผลไม้แปรรูป เข้ามาทดลองตลาดในประเทศไทย  เกิดการทำจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) มากกว่า 50 ครั้ง และส่งผลให้สินค้าเวียดนามหลายรายการสามารถก้าวขึ้นไปวางจำหน่ายบนชั้นวางของ Tops ในประเทศไทยได้สำเร็จ

2. มาตรฐานความปลอดภัยของอาหารและเกษตรกรรมยั่งยืน (Quality & Food Safety): เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค กลุ่มเซ็นทรัลได้ร่วมมือกับ MOIT และผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติในการดำเนินโครงการ "Farm to Fork" เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานสากลให้กับเกษตรกรท้องถิ่น

ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรและผลผลิตสดภายใต้โครงการนี้วางจำหน่ายแล้วมากกว่า 30 รายการ และกำลังขยายผลไปสู่กลุ่มโปรตีน  พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งเป้าหมายยกระดับสาขาในเครือข่ายทั้งหมดให้ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล HACCP แบบ 100% ภายในสิ้นปี 2569

3. การพัฒนาบุคลากรและชุมชน (People & Community Development): เซ็นทรัลได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในเวียดนามเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรค้าปลีกเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าหมายพัฒนาผู้บริหารชาวเวียดนามขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในอนาคต พร้อมทั้งดำเนินโครงการ "One Mall, One School" ควบคู่กับการเปิดศูนย์การค้า เพื่อสนับสนุนการศึกษาให้กับเยาวชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกลไปแล้วมากกว่า 10,000 คน รวมถึงโครงการ Livelihoods for Communities เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน

นวัตกรรมชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border Payment): ในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน กลุ่มเซ็นทรัลและเซ็นทรัล รีเทล ได้ร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงินในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ National Payment Corporation of Vietnam (NAPAS) และ VietinBank เพื่อเปิดให้บริการชำระเงินข้ามแดนผ่าน QR Code (VietQR Global) ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม

ช่วยอำนวยความสะดวกและยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อให้กับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ  แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคอีกด้วย

ทิศทางอนาคตของกลุ่มเซ็นทรัล

การเคลื่อนทัพลงทุนมูลค่าแสนล้านบาทของกลุ่มเซ็นทรัลในเวียดนาม เกิดขึ้นบนบริบททางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม  ซึ่งทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจขึ้นสู่ระดับ Comprehensive Strategic Partnership (หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

สอดคล้องกับแนวนโยบายของภาครัฐไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้เดินทางเยือนเวียดนามและแสดงเจตจำนงในการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามให้เติบโตขึ้นเป็นเท่าตัว (Double) หรือแตะระดับ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้โอกาสในตลาดเวียดนามจะมีอยู่อย่างมหาศาลจากขนาดประชากรและกำลังซื้อที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายสำคัญที่กลุ่มเซ็นทรัลยังคงต้องเผชิญและดำเนินการด้วยความระมัดระวัง คือเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบและข้อบังคับในการลงทุน (Regulations) ของท้องถิ่น

รวมถึงการแข่งขันที่เข้มข้นจากผู้เล่นท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ และสัดส่วนรายได้ของธุรกิจในเวียดนามที่แม้อนาคตจะมีเป้าหมายเติบโตขึ้น แต่ปัจจุบันยังคงไม่ได้อยู่ในระดับครึ่งต่อครึ่ง (50:50) เมื่อเทียบกับรายได้ในประเทศไทย