
เปิดมุมคิด "ดร.กุลยา" จากอดีตบิ๊กสรรพากร สู่นักธุรกิจ นำทัพ TS Food โตพันล้าน
ดร.กุลยา ตันติเตมิท นำประสบการณ์ 25 ปีในภาครัฐสู่ TS Food วาง 3 แกน Growth-Governance-Sustainability รับเศรษฐกิจชะลอ ชี้ธุรกิจอาหารต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด ตั้งเป้าดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2571
KEY
POINTS
- ดร.กุลยา ตันติเตมิท อดีตอธิบดีกรมสรรพากร เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (TSS) ในกลุ่มธุรกิจอาหาร TS Food Holding
- นำประสบการณ์จากภาครัฐ โดยเฉพาะการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคและการบริหารเชิงข้อมูล (Data-driven) มาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ
- วางกรอบการบริหาร 3 แกนหลัก ได้แก่ Growth, Governance และ Sustainability เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวให้องค์กร เช่น การพัฒนาสินค้าใหม่และขยายตลาดต่างประเทศ
- ตั้งเป้าผลักดัน TS Food สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมอาหารที่ขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญ (Expert-Led Food Innovation Group) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
การเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับดูแล” ในภาครัฐ สู่ “ผู้บริหารธุรกิจ” ในภาคเอกชนของ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อดีตอธิบดีกรมสรรพากร สะท้อนอีกมิติของการนำองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารภาครัฐมาปรับใช้กับโจทย์ธุรกิจจริง โดยล่าสุดเข้ามารับตำแหน่ง "ประธานกรรมการ" บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (TSS) ในกลุ่มธุรกิจอาหารของ TS Food Holding
ดร.กุลยา ระบุว่า หลังทำงานราชการมา 25 ปี สิ่งที่ต้องการนำมาต่อยอดในภาคเอกชน ไม่ได้มีเพียงประสบการณ์ด้านนโยบาย แต่รวมถึงการมองเศรษฐกิจมหภาค การบริหารองค์กรด้วยข้อมูล (Data-driven Management) การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างองค์กร บุคลากร และผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“การเปลี่ยนบทบาทจาก Regulator มาเป็น Operator ทำให้เข้าใจมุมของภาคเอกชนมากขึ้น การสร้างแบรนด์ใหม่ในไทย เงินทุนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ยังต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต การสร้างแบรนด์ การตลาด และการจัดจำหน่าย” ดร.กุลยา กล่าว
อ่านเศรษฐกิจมหภาค ก่อนวางกลยุทธ์ธุรกิจ
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ ดร.กุลยา คือการนำข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคมาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางธุรกิจ ไม่ใช่มองเพียงตัวเลขยอดขายหรือกำไรของบริษัท โดยยกตัวอย่างสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค
จากตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวราว 2.3% และกระทรวงการคลังคาดไว้ที่ 2.5% ภาพดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการว่า การเติบโตในภาวะเศรษฐกิจไม่สดใสอาจไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
สำหรับธุรกิจอาหารและ Snack แม้จะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคยังมีความต้องการ แต่เป็นกลุ่มสินค้าที่สามารถ “เลือกซื้อหรือไม่ซื้อ” ได้ ดังนั้นเมื่อกำลังซื้อถูกกดดัน ผู้บริโภคจะไม่ได้หยุดบริโภคทั้งหมด แต่จะเลือกมากขึ้น โดยพิจารณาทั้งราคา คุณภาพ ความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ได้รับจากสินค้า
มุมมองดังกล่าวทำให้โจทย์ของ TS Food ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มยอดขาย แต่ต้องทำให้แบรนด์สามารถสร้างคุณค่าและความเชื่อมั่นในระยะยาว
“กลยุทธ์ของเราคือทำให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภค และในระยะยาวเราอยากพัฒนาจากแบรนด์ที่ผู้บริโภคซื้อเพราะชอบ ไปสู่แบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือกและเชื่อมั่น เพราะรู้ว่าสินค้ามีคุณภาพ มีความจริงใจ และสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของผู้บริโภคได้”
3 แกนบริหาร สร้างการเติบโตระยะยาว
ดร.กุลยา วางกรอบ Strategic Direction ของ TSS และธุรกิจอาหารไว้บน 3 แกนหลัก ได้แก่ Growth, Governance และ Sustainability เพื่อรองรับการขยายตัวขององค์กรในระยะยาว ด้าน Growth ต้องสร้าง New Growth Engine นอกเหนือจากธุรกิจเดิม ทั้งการต่อยอดจาก Snack ไปสู่ Ready-to-Eat การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Health & Wellness และการขยายตลาดต่างประเทศ
ขณะที่ด้าน Governance ต้องสร้างระบบบริหารที่เติบโตไปพร้อมกับองค์กร ทั้งระบบข้อมูล การบริหารความเสี่ยง การลงทุน และกระบวนการตัดสินใจ ส่วน Sustainability ไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการสร้างธุรกิจที่สามารถเติบโตต่อเนื่อง มีฐานะการเงินที่แข็งแรง มี Supply Chain ที่มั่นคง และมีแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการนำประสบการณ์จากการบริหารภาครัฐมาปรับใช้กับภาคธุรกิจ โดยเปลี่ยนจากการมองภาพเศรษฐกิจในระดับประเทศ มาสู่การตั้งคำถามว่า “ตัวเลขเศรษฐกิจจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างไร และธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร”
TS Food เร่งสร้าง New Growth Engine ดันรายได้ 1,000 ล้าน
ด้าน นายชนะชัย ชุติมาวรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีเอสทีอี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า TS Food Holding จัดตั้งขึ้นในปี 2567 ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าลงทุนและพัฒนาธุรกิจในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และ Snack ในปี 2567 TS Food Holding เข้าซื้อกิจการ บริษัท เนเจอร์ เบส์ดฟู้ด จำกัด (NBF) ในสัดส่วน 100% พร้อมต่อยอดการลงทุนด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
โดยมีแผนพัฒนาโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) โรงงานผลิตน้ำ โรงงานสกัดผงโปรตีน และโรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กและซองซาเช่ ปัจจุบัน TS Food Holding มีโรงงานในกลุ่มรวม 8 แห่ง และบริษัทย่อย 5 บริษัท มีมูลค่าสินทรัพย์รวมประมาณ 1,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจทั้งจากการเติบโตของธุรกิจเดิมและการลงทุนในธุรกิจใหม่
ขณะที่ นางสาวกาญจนา ตั้งปกรณ์ กรรมการผู้จัดการ TSS ซึ่งเคยทำงานร่วมกับ ดร.กุลยา ในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และมีประสบการณ์ด้านนโยบายภาษีและมาตรการเศรษฐกิจของภาครัฐ มาร่วมขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติจริง
สำหรับ Koriko บริษัทต้องการยกระดับจากแบรนด์สาหร่าย Snack ไปสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านการพัฒนาสินค้า การสร้าง Brand Equity การขยายช่องทางจำหน่าย และการสร้างตลาดใหม่ โดยไม่ได้ตั้งเป้าเพียงการเป็นเจ้าตลาดสาหร่าย แต่ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านสาหร่ายเป็นฐานในการสร้าง Category ใหม่ในตลาด Snack
จากนโยบายรัฐ สู่การสร้างธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด
การกลับมาร่วมงานกันของ ดร.กุลยา และกาญจนา หลังรู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 24 ปี จึงเป็นการนำประสบการณ์จากการทำงานเชิงนโยบายระดับประเทศมาสู่โจทย์ของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ การวางกลยุทธ์ และการบริหารโครงการขนาดใหญ่
ดร.กุลยา มองว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไปไม่ได้อยู่เพียงการสร้างสินค้าให้ดี แต่ต้องสามารถสร้างแบรนด์ สร้างความแตกต่าง บริหารต้นทุนและ Supply Chain ตลอดจนเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคท่ามกลางการแข่งขันจากต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น
เป้าหมายของ TS Food จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเติบโตของ Koriko แต่ต้องการพัฒนาองค์กรสู่การเป็น Expert-Led Food Innovation Group หรือกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมอาหารที่ขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญ พร้อมใช้ทั้งมุมมองเศรษฐกิจมหภาคและความเข้าใจตลาดมาประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่ไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงระยะสั้น แต่สามารถยืนระยะได้ในระยะยาว





