thansettakij
thansettakij
บิ๊กเนม ‘ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม’ พลิกเกมรุกสุขภาพ ชิงฐานคนรุ่นใหม่

บิ๊กเนม ‘ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม’ พลิกเกมรุกสุขภาพ ชิงฐานคนรุ่นใหม่

ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่ม 7.5 แสนล้าน ชะลอตัว เหตุต้นทุนพุ่ง กำลังซื้ออืด บิ๊กเนมพลิกเกมรุกนวัตกรรมสุขภาพ รับเทรนด์ลดหวาน-Plant-based-กาแฟดำ หวังเจาะใจคนรุ่นใหม่

KEY

POINTS

  • ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ปรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว โดยหันมาพัฒนานวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่
  • กระแสลดการบริโภคน้ำตาลมาแรง ส่งผลให้เครื่องดื่มระดับหวานน้อยและไม่หวาน รวมถึงกาแฟดำ (อเมริกาโน่) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
  • บริษัทต่างๆ เร่งเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์สายสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-based), วีแกน, สูตรคีโต และลดน้ำตาล เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 มีมูลค่า 7.5 แสนล้านบาท เติบโต 2.5% ชะลอลงจาก 4.5% ในปี 2568 เนื่องจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งการบริหารต้นทุน การพัฒนาสินค้าใหม่ และหันมาใช้นวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “หวานปกติ = หวาน 50%” หลังดำเนินการครบ 3 เดือน ณ เดือนพฤษภาคม 2569 พบว่ามีผู้ประกอบการเครื่องดื่มรายใหญ่เข้าร่วมโครงการเพิ่มเป็น 11 บริษัท ครอบคลุมกว่า 3 หมื่นสาขาทั่วประเทศ

ธุรกิจร้านอาหาร-เครื่องดื่ม รับเทรนด์สุขภาพ ลดหวาน ลดไขมัน แคลอรี่

ขณะที่ผู้บริโภคเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งเครื่องดื่มอย่างชัดเจน โดยเมนูระดับ “หวานน้อย” (25%) และ “ไม่หวาน” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญกับการลดการบริโภคน้ำตาลและเลือกเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้กระแสสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบัน

คนรุ่นใหม่กับแนวคิด “Living Longer”

นายดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น (KCG) ระบุว่า ภาพรวมครึ่งปีหลังบริษัทยังจับตากำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ไตรมาส 2 ซึ่งอาจกระทบการบริโภคต่อเนื่อง หากไม่มีปัจจัยบวกเพิ่มเติม โดยคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น “ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยหนุนการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทางอ้อม โดยเฉพาะกลุ่มคุกกี้ของบริษัท

โดยปัจจุบันผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับแนวคิด “Living Longer” หันมาเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น บริษัทจึงเร่งพัฒนาสินค้าที่ผสานสุขภาพและรสชาติ เพื่อลดภาพจำว่าอาหารเพื่อสุขภาพไม่อร่อย โดยต่อยอดนวัตกรรม เช่น ชีสแผ่นโปรตีนจากพืช สลัดครีมวีแกนไร้คอเลสเตอรอล เนยสำหรับสายคีโต และแครกเกอร์สูตรน้ำตาล 0%

ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับแนวคิด “Living Longer” หันมาเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

แผนธุรกิจ KCG เดินหน้าขยายตลาดเวียดนาม กลุ่ม CLMV และฟิลิปปินส์ พร้อมพัฒนาสินค้าสุขภาพ ทั้งโปรตีนสูง ลดหวาน มัน เค็ม และสินค้าไลฟ์สไตล์คนเมือง ควบคู่การสนับสนุนลูกค้า B2B ผ่าน KCG Excellence Center เพื่อร่วมพัฒนาสูตร ลดต้นทุน ใช้วัตถุดิบทางเลือก และบริหารความเสี่ยงต้นทุนด้วยการล็อกราคา

เทรนด์ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ด้านนายกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคยังกลับมาไม่เต็มที่ ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ทรงตัว และไตรมาส 2 ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนจากบรรยากาศการใช้จ่ายที่ยังซบเซา

ขณะเดียวกันเทรนด์ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดเนื้อสัตว์ น้ำตาล และไขมัน ทำให้บริษัทเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าและเมนูไปสู่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และความต้องการสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

เอส แอนด์ พี ปรับพอร์ตรับเทรนด์ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งการลดเนื้อสัตว์ น้ำตาล และไขมัน

แผนธุรกิจ S&P เดินหน้ากระจายรายได้ โดยจะขยายสาขา 10-15 แห่งทั้งในและต่างประเทศต่อปี พร้อมต่อยอด “Delicious Business Solution” ทั้ง OEM และการร่วมพัฒนาสินค้ากับพันธมิตร ควบคู่การปรับรูปแบบร้านให้หลากหลาย และพัฒนาสินค้าใหม่ต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งตลาดแมสและกลุ่มสายสุขภาพ

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมขยายตลาดต่างประเทศร่วมกับ Kolao Group เปิดสาขาในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตั้งเป้า 5 สาขาในปีนี้ และขยายเป็น 20-30 สาขาในระยะต่อไป เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่สายสุขภาพมากขึ้น

เทรนด์สุขภาพหนุนผู้บริโภคลดน้ำตาล-แคลอรี

ขณะที่นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ปย้ำว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ทำให้ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “รีเซ็ต” และอาจใช้เวลาอีกราว 3 ปีจึงเห็นการฟื้นตัวชัดเจน ด้านตลาดกาแฟเทรนด์สุขภาพหนุนให้ผู้บริโภคลดน้ำตาลและแคลอรี ส่งผลให้อเมริกาโน่หรือกาแฟดำกลายเป็นเมนูขายหลัก ขณะเดียวกันทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟกลายเป็นปัจจัยแข่งขันสำคัญ

สำหรับแผนธุรกิจระยะต่อไป บริษัทเดินหน้ารีแบรนด์ “ชาวดอย” เป็น “CD” พร้อมดันอเมริกาโน่เย็นเป็นเมนูหลักเจาะกลุ่ม Gen Z และเพิ่มเมนูมัทฉะพรีเมียมรองรับสายสุขภาพ นอกจากนี้เตรียมเปิดโมเดล Pay per Cup เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติสำหรับลูกค้า B2B ลดต้นทุนเริ่มต้นและปัญหาขาดบาริสต้า ตั้งเป้าติดตั้ง 200-300 เครื่องภายใน 6 เดือนหลังเปิดตัวในเดือนกันยายน เพื่อสร้างรายได้ประจำระยะยาว โดยคาดรายได้ปี 2569 โตไม่เกิน 10% จากกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวจำกัด