thansettakij
thansettakij
สรุปดราม่า-คำชี้แจง ‘เนื้อแท้’ จากร้านรายได้ 635 ล้าน สู่ปมค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน

สรุปดราม่า-คำชี้แจง ‘เนื้อแท้’ จากรายได้ 635 ล้าน สู่ปมค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน

16 ก.ค. 69 | 03:48 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ค. 69 | 03:50 น.

'เนื้อแท้' กลายเป็นประเด็นร้อน หลังพนักงานร้องจ่ายเงินเดือนล่าช้า หลายสาขาหยุดให้บริการ ขณะที่ผู้บริหารยอมรับบริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง แต่ยืนยันไม่ใช่เพราะยอดขายตก หากเกิดจากการบริหารต้นทุนที่ผิดพลาดสะสม พร้อมแจง 10 ประเด็นตอบทุกข้อสงสัย

KEY

POINTS

  • ร้านอาหาร "เนื้อแท้" เผชิญดราม่าจากการค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน แม้บริษัทจะมีรายได้เติบโตต่อเนื่องถึง 635 ล้านบาท
  • ผู้บริหารชี้แจงว่าปัญหาเกิดจากวิกฤตสภาพคล่อง ไม่ใช่ยอดขายตก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการคำนวณต้นทุนผิดพลาดและการขยายสาขาที่รวดเร็วจนระบบบริหารตามไม่ทัน
  • ปัญหากระแสเงินสดที่สะสมมาส่งผลกระทบชัดเจนในช่วง 6-7 เดือนล่าสุด ทำให้การจัดซื้อวัตถุดิบลำบากและนำไปสู่การจ่ายเงินเดือนล่าช้า
  • บริษัทได้แก้ไขปัญหาโดยทยอยจ่ายเงินเดือนที่ค้างแล้ว พร้อมปรับปรุงระบบภายใน และจะหันมาเน้นการควบคุมคุณภาพและต้นทุนมากกว่าการเร่งขยายสาขา

กระแสวิจารณ์ร้านอาหาร “เนื้อแท้” ที่ก่อตั้งโดย นายวีรชน ศรัทธายิ่ง (โต อดีตนักร้องนำวง Silly Fools) และ นายนภศูล รามบุตร (ตาล) ปะทุขึ้นในโลกออนไลน์ หลังมีพนักงานออกมาระบุว่าบริษัทจ่ายเงินเดือนล่าช้า ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่าหลายสาขาเริ่มปิดให้บริการชั่วคราว รวมถึงมีข้อกล่าวหาเรื่องการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม จนทำให้สถานะของธุรกิจถูกจับตามองอย่างหนัก

 

“เนื้อแท้” ที่ก่อตั้งโดย นายวีรชน ศรัทธายิ่ง (โต อดีตนักร้องนำวง Silly Fools) และ นายนภศูล รามบุตร (ตาล)

 

หากพิจารณาผลประกอบการย้อนหลัง จะพบว่า “เนื้อแท้” ยังมีรายได้เติบโตต่อเนื่อง และพลิกกลับมาทำกำไรได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากยอดขายที่หดตัว แต่เป็นแรงกดดันด้านสภาพคล่องและการบริหารต้นทุนที่ผู้บริหารออกมายอมรับในครั้งนี้

ผลประกอบการย้อนหลังของ “เนื้อแท้”

  • ปี 2563 รายได้ 202.7 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 11.2 ล้านบาท
  • ปี 2564 รายได้ 216.5 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 62.2 ล้านบาท
  • ปี 2565 รายได้ 333 ล้านบาท พลิกมามีกำไรสุทธิ 2.3 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้ 504 ล้านบาท กำไรสุทธิ 13 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 635 ล้านบาท กำไรสุทธิ 16 ล้านบาท

ซึ่งหากดูที่ตัวเลขดังกล่าว แม้รายได้ของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องจากระดับกว่า 200 ล้านบาทในช่วงโควิด เพิ่มเป็นกว่า 635 ล้านบาทในปี 2567 แต่ผู้บริหารยอมรับว่าความผิดพลาดในการคำนวณต้นทุนและการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทเผชิญปัญหากระแสเงินสด จนนำไปสู่ผลกระทบต่อการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา

เปิดไทม์ไลน์วิกฤต “เนื้อแท้” ดราม่าเริ่มจากอะไร

ต้นตอของกระแสครั้งนี้เกิดจากการที่พนักงานออกมาร้องเรียนว่าได้รับเงินเดือนล่าช้า บางส่วนได้รับเงินเพียงบางส่วน ขณะที่หน้าร้านหลายแห่งเริ่มมีสินค้าไม่เพียงพอ และบางสาขาไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดกระแสตั้งคำถามถึงฐานะทางการเงินของบริษัท

หลังจากนั้น ประเด็นขยายวงกว้างไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม และมีการแชร์ข้อมูลจำนวนมากในโลกออนไลน์ จนทำให้ “เนื้อแท้” กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของภาคธุรกิจร้านอาหาร

 

เปิดไทม์ไลน์วิกฤต “เนื้อแท้” ดราม่าเริ่มจากอะไร

 

ต่อมาเพจเฟซบุ๊กเนื้อแท้ ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาทั้งหมด พร้อมยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญภาวะกระแสเงินสดตึงตัวจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากยอดขายที่ลดลง

 

แจง 10 ประเด็น ไขปมสภาพคล่อง “เนื้อแท้” จากร้านเติบโตสู่วันที่เงินสดสะดุด

 

1. ปัญหาไม่ได้เกิดจากยอดขายตก แต่เกิดจาก “ต้นทุนที่มองไม่เห็น”

โต-ตาล ผู้ร่วมก่อตั้งเนื้อแท้ ยอมรับว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา “เนื้อแท้” ยังมียอดขายและจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลประกอบการที่รายได้เติบโตทุกปี แต่เมื่อมีการตรวจสอบระบบบัญชีและต้นทุนอย่างละเอียด กลับพบว่าบริษัทคำนวณต้นทุนคลาดเคลื่อน ทั้งในส่วนธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจจำหน่ายเนื้อ ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่ใช้บริหาร ส่งผลให้เกิดภาระขาดทุนสะสมโดยไม่รู้ตัว แม้ธุรกิจจะยังสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

2. จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มจากช่วงโควิด บริษัทเลือก “รักษาคน” มากกว่าลดต้นทุน

เล่าย้อนว่า ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของบริษัท เพราะขณะนั้นมีพนักงานราว 500 คน แม้ร้านต้องหยุดให้บริการตามมาตรการของรัฐ แต่บริษัทตัดสินใจไม่เลิกจ้างพนักงานแม้แต่คนเดียว จึงต้องหาเงินมารองรับค่าใช้จ่ายและเงินเดือนด้วยการขายหุ้นบางส่วนให้กับนักลงทุน เพื่อนำเงินมาประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้

3. เงินลงทุนแลกมาด้วยการเร่งโต จนธุรกิจขยายเร็วกว่าระบบบริหาร

หลังได้รับเงินลงทุน บริษัทต้องเดินหน้าขยายสาขาตามแผนการเติบโตที่วางไว้ จากเดิมที่ผู้ก่อตั้งตั้งใจค่อย ๆ ขยายร้านเพื่อรักษาคุณภาพ กลับต้องเร่งเพิ่มจำนวนสาขาในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ระบบบริหาร การควบคุมต้นทุน และการจัดการหลังบ้านไม่สามารถพัฒนาได้ทันกับขนาดธุรกิจ ปัญหาที่เคยเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ สะสมและขยายตัวตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น

4. รายได้เพิ่ม แต่กำไรไม่สะท้อนธุรกิจ เพราะต้องนำเงินไปอุดต้นทุนที่รั่วไหล

พร้อมระบุว่า แม้ยอดขายจะเติบโตต่อเนื่อง แต่รายได้ที่เข้ามาไม่ได้เปลี่ยนเป็นกำไรทั้งหมด เนื่องจากบริษัทต้องนำเงินไปชดเชยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากระบบบริหารที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ธุรกิจต้องหมุนเงินเพื่อแก้ปัญหาเดิมอยู่ตลอด เมื่ออุดช่องโหว่หนึ่ง ก็พบต้นทุนอีกส่วนที่เพิ่มขึ้นตามมา ส่งผลให้เงินสดหมุนเวียนลดลงเรื่อย ๆ

5. วิกฤตเริ่มปะทุในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา จนกระทบทั้งหน้าร้านและพนักงาน

ทั้งนี้ยอมรับว่า ปัญหาสะสมเริ่มส่งผลชัดเจนในช่วงประมาณ 6-7 เดือนที่ผ่านมา เมื่อสภาพคล่องลดลงจนไม่สามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียนได้ตามปกติ ส่งผลให้การชำระเงินให้คู่ค้าเริ่มล่าช้า การจัดซื้อวัตถุดิบทำได้ไม่เต็มที่ และท้ายที่สุดกระทบต่อการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด

6. เงินสดสะดุด ทำให้วัตถุดิบขาด หน้าร้านขายได้น้อยลง

เมื่อบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ การจัดซื้อเนื้อวัวซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักจึงทำได้จำกัด หลายสาขามีสินค้าไม่ครบหรือบางเมนูไม่สามารถจำหน่ายได้ตามปกติ ส่งผลให้ยอดขายหน้าร้านลดลงอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นวงจรที่ยิ่งทำให้กระแสเงินสดตึงตัวมากขึ้น

7. ยอมรับจ่ายเงินเดือนล่าช้า แต่ยืนยันไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง

สำหรับประเด็นนี้ผู้ร่วมก่อตั้ง ยอมรับว่า บริษัทจ่ายเงินเดือนพนักงานล่าช้าจริงในช่วงที่ผ่านมา และเข้าใจว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของพนักงาน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญกับการจ่ายค่าจ้างมาโดยตลอด และไม่เคยมีเจตนานำเงินส่วนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น ขณะนี้ได้ทยอยชำระเงินเดือนที่ค้างครบแล้ว

8. แจงประกันสังคม ไม่ได้นำเงินไปหมุนธุรกิจ

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม ยืนยันว่า บริษัทไม่เคยนำเงินส่วนนี้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน แม้ในบางช่วงจะมีการนำส่งล่าช้า แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมยืนยันว่าหากมีพนักงานรายใดได้รับผลกระทบจากการใช้สิทธิ บริษัทพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

9. เดินหน้าปรับระบบครั้งใหญ่ พร้อมเติมเงินทุนฟื้นธุรกิจ

หลังพบต้นตอของปัญหา บริษัทได้เริ่มปรับปรุงระบบบัญชีต้นทุน ทบทวนโครงสร้างการบริหาร และชะลอการดำเนินงานบางส่วนเพื่ออุดช่องโหว่ ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อเพิ่มเติม ทำให้สามารถนำเงินกลับมาหมุนเวียน ทั้งการจัดซื้อวัตถุดิบ การจ่ายเงินเดือน และฟื้นการดำเนินงานของสาขา

10. ยืนยัน “โต-ตาล” ยังบริหารเอง พร้อมกลับมาโฟกัสคุณภาพมากกว่าการขยายสาขา

โต และ ตาล ยืนยันว่า ทั้งคู่ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักและยังร่วมบริหารกิจการตามเดิม พร้อมยอมรับว่าบทเรียนครั้งนี้ทำให้บริษัทต้องกลับมาทบทวนแนวทางการเติบโต จากเดิมที่มุ่งขยายสาขาอย่างรวดเร็ว จะหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารร้านที่มีอยู่ การควบคุมต้นทุน การรักษาคุณภาพสินค้า และการสร้างความแข็งแกร่งของระบบภายใน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว