
ร้านกาแฟแข่งดุ ‘เดอะคอฟฟี่คลับ’ แตกโมเดลใหม่ รับตลาด Grab & Go เจาะคนเมือง
‘เดอะคอฟฟี่คลับ’ เปิดโมเดล “Bite & Blend” รุก Grab & Go เจาะคนเมือง-Gen Z ปั้นพอร์ตโตยั่งยืน ชู Panini-Healthy Drinks ตั้งเป้าเปิดร้านใหม่ 8-10 สาขาปีนี้
KEY
POINTS
- เดอะคอฟฟี่คลับ เปิดตัวโมเดลร้านใหม่ “Bite & Blend” ในรูปแบบ Grab & Go เพื่อเจาะตลาดคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ
- โมเดลใหม่เน้นร้านขนาดเล็ก บริการรวดเร็ว ชูเมนูหลักคือแซนด์วิชพานินี่และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
- มีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ ทั้งโลโก้และสีสัน เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และ Gen Z
- กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาลูกค้านักท่องเที่ยวและสร้างฐานลูกค้าประจำในกลุ่มคนไทยมากขึ้น
The Coffee Club เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หลังตลาดร้านกาแฟและอาหารพร้อมรับประทานแข่งขันรุนแรง เปิดตัวโมเดลใหม่ “The Coffee Club, Bite & Blend” เจาะตลาด Grab & Go รองรับไลฟ์สไตล์คนเมือง พร้อมรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งสำคัญเพื่อขยายฐานลูกค้าคนไทยและกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าให้โมเดลใหม่นี้เป็นอีกเครื่องยนต์การเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
นางสาวนงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป The Coffee Club กล่าวว่า แบรนด์ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2532 และดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี การก้าวเข้าสู่ปี 2569 จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ที่ผ่านมาโครงสร้างรายได้ของ The Coffee Club พึ่งพากลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นสัดส่วนราว 50% ส่งผลให้สาขาส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวและดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Full Café พร้อมให้บริการอาหารตลอดวันและบุฟเฟต์อาหารเช้า เช่น ทองหล่อ และจังหวัดภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม หลังโควิด-19 พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป บริษัทจึงปรับทิศทางสู่การให้ความสำคัญกับ Local Community มากขึ้น ผ่านการพัฒนาร้านขนาดเล็กที่เข้าถึงลูกค้าคนไทยและพนักงานออฟฟิศได้สะดวก เช่น สาขา S-Complex สีลม และ Dusit Central Park
เปิดโมเดล “Bite & Blend” รับเทรนด์ Grab & Go
นางสาวนงชนก กล่าวว่า โมเดลใหม่ Bite & Blend ใช้เวลาพัฒนาแนวคิดเพียง 2 เดือน โดยออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ แต่ยังต้องการอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพดีในรูปแบบ Grab & Go มองว่าตลาดอาหารพร้อมรับประทานยังมีช่องว่างสำหรับแบรนด์ที่สามารถนำเสนอทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และกาแฟคุณภาพไว้ในประสบการณ์เดียว ภายใต้แนวคิด “Everyday Mood Booster” ที่ต้องการให้ร้านเป็นตัวเลือกของลูกค้าในทุกช่วงเวลาของวัน ไม่ใช่เพียงร้านซื้อแล้วเดินออก
ชู Panini-Healthy Drink เป็นพระเอก
สำหรับเมนูหลักของ Bite & Blend คือ Panini Sandwich ที่ใช้ขนมปังบางกรอบผสมธัญพืช เน้นคุณค่าทางโภชนาการ ให้ความรู้สึกอิ่มแต่ไม่หนักท้อง
ปัจจุบันมีเมนูหลัก 8 รายการ พร้อมเพิ่มเมนู Local Flavor อีก 2 รสชาติ ได้แก่ หมูหยองพริกเผา และ กล้วยคาราเมลชีส เพื่อให้เข้ากับรสนิยมผู้บริโภคไทย ขณะเดียวกันยังนำเมนูยอดนิยมเดิมของร้านมาพัฒนาเป็นไส้ Panini เพื่อเชื่อมโยงฐานลูกค้าเดิม
ด้านเครื่องดื่ม บริษัทลดจำนวนเมนูลงเหลือเฉพาะเมนูขายดี เพื่อให้เลือกง่ายและบริการได้รวดเร็ว ประกอบด้วย Cold Pressed Drinks 4 เมนู สมูทตี้ 3 เมนู รวมถึงกาแฟซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ พร้อมเพิ่มทางเลือกการเสริมโปรตีนสำหรับกลุ่มรักสุขภาพ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 129 บาท และมีชุดเซตอาหารพร้อมเครื่องดื่มราคากว่า 200 บาท เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า
โมเดลใหม่แบรนด์ดึง Gen Z
นอกจากเมนูแล้ว The Coffee Club ยังปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งใหญ่ ทั้งโลโก้ สีสัน และบรรจุภัณฑ์ โดยเลือกใช้โทนสีชมพูและฟ้า เพื่อสร้างความสดใสและเข้าถึงกลุ่ม Gen Z มากขึ้น พร้อมออกแบบแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ถือรับประทานสะดวก ไม่เลอะมือ และสามารถถ่ายภาพลงโซเชียลมีเดียได้ง่าย สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ควบคู่กับตัวสินค้า
ร้านเล็กลง เร็วขึ้น รองรับทำเลเมือง
โมเดล Bite & Blend ถูกออกแบบให้ใช้พื้นที่ขนาดเล็ก โดยสาขาแรกที่ Dusit Central Park มีพื้นที่เพียงประมาณ 24 ตารางเมตร ในด้านการดำเนินงาน ร้านสามารถเสิร์ฟเครื่องดื่มได้ภายในประมาณ 2 นาที และใช้เวลาทำอาหารเฉลี่ย 5-8 นาที รองรับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่สำนักงาน ศูนย์การค้า และโครงการมิกซ์ยูสที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมาก
นางสาวนงชนก กล่าวว่า โมเดลนี้ยังทำหน้าที่เป็น “Sandbox” สำหรับทดลองเมนูใหม่ แนวคิดใหม่ รวมถึงรูปแบบการสื่อสารแบรนด์ หากได้รับการตอบรับที่ดี ก็สามารถต่อยอดสู่ร้าน Full Café ได้ในอนาคต สำหรับแผนการขยายธุรกิจปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเปิดร้าน Full Café เพิ่มประมาณ 4-5 สาขา และร้าน Bite & Blend อีก 4-5 สาขา ตามศักยภาพของแต่ละทำเล ในระยะยาวมองว่า Bite & Blend จะเป็นแพลตฟอร์มการเติบโตใหม่ ที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงพื้นที่ซึ่งร้านขนาดใหญ่ไม่สามารถลงทุนได้ พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจ
พลิกฟื้นธุรกิจหลังโควิด เดินหน้าสร้างฐานลูกค้าประจำ
นางสาวนงชนก เปิดเผยว่า The Coffee Club สามารถพลิกฟื้นผลประกอบการได้ต่อเนื่อง หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยปี 2564 บริษัทขาดทุนประมาณ 140 ล้านบาท ก่อนลดการขาดทุนเหลือราว 30 ล้านบาทในปี 2565 และกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ปี 2566
ปัจจุบันแบรนด์มีสมาชิกในระบบ CRM ประมาณ 250,000 ราย ลูกค้าทั่วไปใช้บริการเฉลี่ย 3-4 ครั้งต่อเดือน ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Subscription ซึ่งซื้อแพ็กเกจกาแฟล่วงหน้า มีความถี่ในการเข้าใช้บริการสูงถึง 15-20 ครั้งต่อเดือน
สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมและการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า เพื่อแข่งขันทั้งกับเชนร้านกาแฟระดับโลกและผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเตรียมขยายช่องทางธุรกิจผ่านบริการ Snack Box สำหรับองค์กร งานอีเวนต์ และกิจกรรมวิ่ง รวมถึงปรับรูปแบบสาขาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น การออกแบบสาขาทรงวาดให้กลมกลืนกับบรรยากาศย่านเมืองเก่า
ทั้งนี้ความท้าทายสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นปัจจัยเศรษฐกิจและฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงสร้างยอดขายสูงสุดของปี และตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง.







