
เจาะลึก 10 คดีพิพาท ‘เนสท์เล่-มหากิจศิริ’ มหากาพย์เนสกาแฟหมื่นล้าน
เปิดแฟ้ม 10 คดีพิพาท รอยร้าว 35 ปี “เนสท์เล่-มหากิจศิริ” จากพันธมิตรการค้าสู่คู่ต่อกรในสนามแข่งขันอุตสาหกรรมกาแฟ 6 หมื่นล้าน
KEY
POINTS
- ข้อพิพาทเกิดจากการที่เนสท์เล่ยุติสัญญาร่วมทุน 35 ปีกับตระกูลมหากิจศิริในการผลิตเนสกาแฟผ่านบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส (QCP)
- ความขัดแย้งบานปลายเป็นคดีความอย่างน้อย 10 คดี ครอบคลุมทั้งคดีแพ่ง อาญา และการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล โดยมีทุนทรัพย์ฟ้องร้องรวมกว่าแสนล้านบาท
- ฝ่ายมหากิจศิริกล่าวหาเนสท์เล่ในหลายประเด็น เช่น การบริหารงานที่ไม่เป็นธรรม การคิดค่าธรรมเนียมโดยมิชอบ และความพยายามสั่งเลิกบริษัท QCP ที่มีกำไรมหาศาล
- เนสท์เล่ตอบโต้ด้วยการชนะคดีที่ศาลสิงคโปร์ซึ่งยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของการเลิกสัญญา และประกาศลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาทสร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในไทย
ข้อพิพาททางธุรกิจระหว่าง "เนสท์เล่" และ "ตระกูลมหากิจศิริ" กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่มีมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท เมื่อการร่วมทุนที่ยาวนานสิ้นสุดลงด้วยการต่อสู้ในชั้นศาลหลายมิติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำไปสู่การระงับจำหน่ายสินค้าชั่วคราวและการประกาศแผนลงทุนโรงงานแห่งใหม่เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นและส่วนแบ่งการตลาดกาแฟอันดับหนึ่งของประเทศ
จากพันธมิตร 35 ปี สู่การตัดสัมพันธ์ทางธุรกิจ
ความขัดแย้งครั้งประวัติศาสตร์ในอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปของไทยเกิดขึ้นระหว่างเนสท์เล่ (Nestlé) ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารระดับโลก และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมทุนกันมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี จุดเริ่มต้นของรอยร้าวมาจากการที่เนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาที่ให้สิทธิแก่ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ในการผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยกำหนดให้การเลิกสัญญามีผลตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2567 เป็นต้นไป
ภายใต้โครงสร้างการร่วมทุนเดิมที่เริ่มขึ้นในปี 2533 เนสท์เล่ เอส.เอ (สวิตเซอร์แลนด์) และตระกูลมหากิจศิริ ถือหุ้นในบริษัท QCP ในสัดส่วนฝ่ายละ 50:50 โดยเนสท์เล่เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารงาน การผลิต การจัดจำหน่าย และการตลาดทั้งหมด ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตและเครื่องหมายการค้า "Nescafé" เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเนสท์เล่
เมื่อสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการดำเนินงานในอนาคตของ QCP ได้ นำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอย่างรุนแรง
ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริ โดย นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ยืนยันว่าแม้เนสท์เล่จะเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ QCP ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ “เนสท์เล่” ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเลิกบริษัท QCP ในเดือนมี.ค. 2568 ซึ่งทางฝ่าย “มหากิจศิริ” เปรียบเปรยการกระทำนี้ว่าเป็นการ "ฆ่าลูกทิ้ง" ทั้งที่บริษัทมีทรัพย์สินกว่าหมื่นล้านบาทและเงินสดกว่า 5,000 ล้านบาท
อาณาจักรเนสกาแฟ: ขุมทอง 1.7 หมื่นล้าน
ธุรกิจ “เนสกาแฟ” ในไทยถือเป็น "โปรดักส์ฮีโร่" ที่สร้างรายได้มหาศาล โดยในปี 2566 QCP มีรายได้รวมสูงถึง 17,183 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3,067 ล้านบาท ขณะที่ตลาดกาแฟสำเร็จรูปในประเทศไทยปี 2567 มีมูลค่าราว 3 - 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเนสกาแฟครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 50-55%
ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เมื่อศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเนสท์เล่ผลิตและจำหน่ายเนสกาแฟในวันที่ 3 เม.ย. 2568 ทำให้บริษัทต้องหยุดรับคำสั่งซื้อจากคู่ค้าทันที
เนสท์เล่อ้างว่าคำสั่งดังกล่าวสร้างความเสียหายถึง 68.7 ล้านบาทต่อวัน และกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าที่เนสกาแฟรับซื้อผลผลิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศในแต่ละปี
ขณะที่ผลประกอบการ เนสท์เล่ (ไทย) มีรายได้รวมในปี 2566 ที่ 57,028 ล้านบาท แม้กำไรสุทธิจะลดลง 10.8% แต่บริษัทยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนในไทย โดยมีแผนใช้เงินลงทุนรวมกว่า 22,800 ล้านบาทในช่วงปี 2561-2567 เพื่อรักษาฐานการดำเนินงาน
จุดเปลี่ยนสำคัญของข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อศาลแพ่งมีนบุรีออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 3 เม.ย. 2568 ห้ามเนสท์เล่ผลิตและขายเนสกาแฟ
ต่อมาเนสท์เล่แก้เกมด้วยการฟ้องต่อ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งศาลดังกล่าวได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ยืนยันว่าเนสท์เล่เป็นผู้ถือสิทธิ์เครื่องหมายการค้า "Nescafé" แต่เพียงผู้เดียว ทำให้เนสท์เล่แจ้งคู่ค้าว่าสามารถกลับมาขายสินค้าได้ตามปกติ
ความขัดแย้งเรื่องคำสั่งศาลที่ทับซ้อนกันนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ วินิจฉัยเขตอำนาจศาล ในที่สุดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2568 ศาลแพ่งมีนบุรีได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ฯ ให้โอนคดีจากศาลแพ่งมีนบุรีไปชี้ขาดที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ กลาง ซึ่งส่งผลให้เนสท์เล่ยังคงดำเนินธุรกิจและจำหน่ายเนสกาแฟในไทยได้ตามปกติระหว่างการพิจารณาคดี
นอกจากนี้ ในระดับสากล ศาลสูงสิงคโปร์ ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 ยืนตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสากลว่าการยุติสัญญาร่วมทุนของเนสท์เล่นั้นชอบด้วยกฎหมาย และฝ่ายตระกูลมหากิจศิริได้ชำระค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลสิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว
ก้าวใหม่ ‘เนสท์เล่’ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้านลงทุนโรงงานใหม่
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องฐานการผลิตที่ผูกติดอยู่กับ QCP “เนสท์เล่” จึงประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การดำเนินงานในไทย ด้วยการทุ่มเงิน 2.3 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ
โดยชูเทคโนโลยีขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงระบบอัตโนมัติ เช่น คลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์ในทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะเริ่มดำเนินการผลิตในปี 2571 เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการส่งออก
การลงทุนนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า “เนสท์เล่” จะไม่ถอยออกจากตลาดไทย แม้จะมีความขัดแย้งกับหุ้นส่วนเดิม โดยบริษัทยืนยันว่าจะยังคงรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่องและเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้าไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
เจาะลึก 10 คดีพิพาท
ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การฟ้องร้อง ครอบคลุมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และการร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล ดังนี้
คดีที่ 1: คดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ (ฟ้องกรรมการและผู้บริหารเนสท์เล่)
โจทก์: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
จำเลย: นายรามอน เมนดิวิล กิล และพวกรวม 8 คน
รายละเอียดคดี: ฟ้องกรรมการและผู้บริหารเนสท์เล่กระทำผิดต่อหน้าที่ เช่น คิดค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายโดยไม่ชอบ จัดสรรค่าใช้จ่าย การตลาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำการค้าแข่งกับบริษัทและละเลยหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท
ทุนทรัพย์: ประมาณ 21,975,785,998.90 บาท
สถานะล่าสุด: ศาลเลื่อนนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว (ขอให้ส่งเอกสารทางบัญชีและภาษี) ไปวันที่ 24 ก.ค. 2569 และมีนัดสืบพยานโจทก์ในช่วงเดือนส.ค. - ก.ย. 2569
คดีที่ 2: คดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้ (เนสท์เล่ฟ้องเลิกบริษัท)
ผู้ร้อง: เนสท์เล่ เอส.เอ.
ผู้คัดค้าน: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และพวกรวม 3 คน
รายละเอียดคดี: เนสท์เล่ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัท QCP เนื่องจากอ้างว่าไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เพราะความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น
สถานะล่าสุด: เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2568 ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอดูผลคดีในศาลทรัพย์สินฯ ต่อมาวันที่ 7 เม.ย. 2568 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้จำเลยส่งเอกสารบัญชีและการเงิน โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่ 26 มิ.ย. 2569
คดีที่ 3: คดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ (ฟ้องละเมิดกลุ่มเนสท์เล่)
โจทก์: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ และพวกรวม 3 คน
จำเลย: บริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. และพวกรวม 6 คน
รายละเอียดคดี: ฟ้องละเมิดจากการกระทำซ้ำต่อเนื่องหลายเหตุการณ์ เช่น บีบบังคับให้ขายหุ้นราคาถูก ไม่ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุน และจงใจทำให้ QCP ประกอบกิจการไม่ได้เพื่อทำลายมูลค่าหุ้น QCP
ทุนทรัพย์: ประมาณ 100,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนล้านบาท)
สถานะล่าสุด: นัดสืบพยานโจทก์ในเดือนมิ.ย. 2569 และนัดสืบพยานจำเลยในเดือนส.ค. – พ.ย. 2569
คดีที่ 4: คดีศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ (เนสท์เล่ฟ้องละเมิดสิทธิเครื่องหมายการค้า)
โจทก์: บริษัท โซซิเอเต้ เดส์ โปรดุยต์ส เนสท์เล่ เอส.เอ. และพวกรวม 2 คน
จำเลย: นายประยุทธ มหากิจศิริ และพวกรวม 3 คน
รายละเอียดคดี: ฟ้องเรียกค่าเสียหายอ้างว่าจำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญในคำฟ้องและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามโจทก์ว่าจ้างผลิต ผลิต จำหน่าย ทำให้โจทก์เสียหาย
ทุนทรัพย์: ประมาณ 577,080,000 บาท
สถานะล่าสุด: เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาและนัดพร้อมอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค. 2569 ทั้งนี้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว (รับรองสิทธิในเครื่องหมายการค้าของเนสท์เล่) ยังมีผลจนกว่าคดีถึงที่สุด
คดีที่ 5: คดีอาญา (คำร้องทุกข์) - ความผิดฐานฉ้อโกง ร้องต่อ ECD
ผู้ร้องทุกข์: นายประยุทธ มหากิจศิริ
ผู้ถูกกล่าวหา: นายรามอน เมนดิวิล กิล, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และผู้เกี่ยวข้อง
ข้อกล่าวหา: เปลี่ยนสัญญาสั่งซื้อสินค้าโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจำหน่ายเกินจริง ทำให้ QCP เสียหาย
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างการดำเนินการของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ECD)
คดีที่ 6: คดีอาญา (คำร้องทุกข์) - ความผิดเกี่ยวกับการไม่ลงบัญชีบริษัท ร้องต่อ ECD
ผู้ร้องทุกข์: นายประยุทธ มหากิจศิริ
ผู้ถูกกล่าวหา: นายรามอน เมนดิวิล กิล, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, Nestlé S.A. และผู้เกี่ยวข้อง
ข้อกล่าวหา: ไม่เปิดเผยค่า Distribution Fee และ Marketing Expenses บันทึกบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ และเปลี่ยนคู่สัญญาโดยไม่ได้รับความยินยอม ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว นัดพบล่าสุดในวันที่ 11 มิ.ย. 2569
คดีที่ 7: คำร้องตรวจสอบการงานบริษัท QCP ร้องต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
ผู้ร้อง: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
ผู้ถูกตรวจสอบ: บริษัท QCP
ข้อกล่าวหา: ความผิดปกติทางบัญชีและการชำระเงินที่ไม่เหมาะสม รวมถึงรายการระหว่างกัน (Intercompany charges)
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบของ DBD
คดีที่ 8: คำร้องให้สอบสวนโครงสร้าง Nominee ร้องต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
ผู้ร้อง: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
ผู้ถูกร้อง: บริษัท อรุณแสง จำกัด และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทในเครือเนสท์เล่
ข้อกล่าวหา: โครงสร้างผู้ถือหุ้นอาจมีความผิดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Nominee)
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบของ DBD
คดีที่ 9: คำขอรับเป็นคดีพิเศษ : กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
ผู้ร้อง: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
ผู้ถูกร้อง: กลุ่มจำเลยเดียวกับคดีที่ 8
ข้อกล่าวหา: ร้องเรียนเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นของต่างชาติที่อาจผิดกฎหมาย (Nominee) ที่อาจผิดกฎหมายว่าด้วยการถือหุ้นของต่างชาตอ เพื่อให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างการพิจารณาของ DSI
คดีที่ 10: คำร้องจรรยาบรรณผู้สอบบัญชี : สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC)
ผู้ร้อง: นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ
ผู้ถูกร้อง: นายวิชาโต โภคกระวี (Partner, EY Thailand) ผู้สอบบัญชี QCP และเนสท์เล่ (ไทย)
ข้อกล่าวหา: ตรวจสอบบัญชีไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จัดประเภท/บันทึกรายการบัญชีไม่ถูกต้อง และขาดความระมัดระวังและความสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ
สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการจรรยาบรรณ สภาวิชาชีพบัญชี
บทสรุป: สถานะปัจจุบันและทิศทางในอนาคต
ปัจจุบัน ข้อพิพาทระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริยังคงดำเนินอยู่ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นหลัก หลังจากมีการโอนคดีจากศาลแพ่งมีนบุรี
แม้เนสท์เล่จะได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายสินค้าต่อตามคำสั่งศาลทรัพย์สินฯ และชนะคดีในชั้นศาลสิงคโปร์ แต่การต่อสู้ในประเด็นการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมการตลาด และโครงสร้างนอมินีที่ฝ่ายมหากิจศิริยื่นฟ้องยังคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนสืบพยานไปจนถึงปี 2569
บทสรุปสุดท้ายของมหากาพย์นี้จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญให้กับการทำธุรกิจร่วมทุนในประเทศไทยต่อไปในอนาคต







