
‘ไอศกรีม 3 มิติ’ บุกตลาดซาอุฯ-สหรัฐฯ ปักธงรายได้ 100 ล้าน
ถอดกลยุทธ์ “ภัทรินทร์ฟู้ด” เจ้าตลาดไอติมทอด 16 ปี ปักธงปี 69 ขยายสาขา 350 แห่ง บุกตลาดกำลังซื้อสูงซาอุฯ-สหรัฐฯ-เกาหลี ชูเรือธง “ไอศกรีมผลไม้ 3 มิติ” ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาท
KEY
POINTS
- บริษัท ภัทรินทร์ฟู้ด วางแผนขยายธุรกิจไอศกรีมสู่ตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาทภายในปี 2570
- มุ่งเจาะตลาดที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และไต้หวัน ผ่านการหาคู่ค้าในงานแสดงสินค้านานาชาติ
- ชู "ชะลอมไอศกรีม" ซึ่งเป็นไอศกรีม 3 มิติรูปผลไม้ไทย เป็นผลิตภัณฑ์หลักในการส่งออก เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์และสร้างความแตกต่าง
นายกฤตภาส ตั้งสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัทรินทร์ฟู้ด จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ไอศกรีม ไอติมทอด และขนมหวาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากใช้เวลากว่า 16 ปี ในการพัฒนาธุรกิจไอศกรีมและสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ บริษัทวางแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศอย่างจริงจังในปี 2569
โดยตั้งเป้าหมายผลักดันรายได้จาก 30 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มเป็น 50 ล้านบาทในปีนี้ และตั้งเป้าหมายที่จะรายได้ 100 ล้านบาทภายในปี 2570 ผ่านกลยุทธ์การส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก
ในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นสร้างเครือข่ายพันธมิตรและตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติอย่าง THAIFEX เพื่อเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าและผู้กระจายสินค้า โดยให้ความสำคัญกับตลาดตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมองว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง และไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รวมถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและเปิดรับผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่มากขึ้น
ทั้งนี้ภัทรินทร์ฟู้ด มีแบรนด์ในเครือรวม 6 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งตลาดแฟรนไชส์ ค้าปลีก และการพัฒนาสินค้าเพื่อส่งออก ประกอบด้วย “ไอติมทอด” แบรนด์เรือธงที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ปัจจุบันมีสาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดยชูจุดขายด้านราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียงชิ้นละ 25 บาท ขณะที่ “Happy ไอติมทอด Jumbo” เป็นการต่อยอดจากไอติมทอดในรูปแบบขนาดใหญ่ เจาะกลุ่มลูกค้าในแหล่งท่องเที่ยวและตลาดนัด มีสาขาประมาณ 50 แห่ง
อีกหนึ่งแบรนด์สำคัญคือ “ชะลอมไอศกรีม” ไอศกรีมรูปผลไม้ไทยเสมือนจริงที่พัฒนาให้มีรูปลักษณ์คล้ายผลไม้จริง อาทิ มังคุด ทุเรียน และมะม่วง ปัจจุบันมีให้เลือก 8 รสชาติ และถูกวางให้เป็นผลิตภัณฑ์หลักในการขยายตลาดต่างประเทศ เนื่องจากสามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของผลไม้ไทยและสร้างความแตกต่างจากสินค้าในตลาดโลกได้อย่างชัดเจน
ส่วน “Hello ไอติมเผา” ซึ่งเป็นมาร์ชเมลโลสอดไส้ไอศกรีมที่ใช้เทคนิคการเบิร์นไฟด้านนอกเพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง ปัจจุบันมีสาขาเกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออกในอนาคต ขณะที่ “โมจิไอศกรีม” ดำเนินธุรกิจทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์และการจำหน่ายส่ง เพื่อกระจายช่องทางรายได้ให้หลากหลายมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมี “ภัทรินทร์ไอศกรีมกะทิสดและน้ำมะพร้าวน้ำหอมปั่น” ซึ่งพัฒนาในรูปแบบแฟรนไชส์ทูอินวัน โดยใช้น้ำมะพร้าวน้ำหอมพาสเจอร์ไรซ์พร้อมปั่นและไอศกรีมกะทิสดที่ผลิตจากโรงงานของบริษัท ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ลงทุนแฟรนไชส์และสร้างมาตรฐานรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขา
ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมกว่า 350 แห่งทั่วประเทศ โดยกว่า 65% ตั้งอยู่ในต่างจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ และพังงา ขณะที่อีก 35% อยู่ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล สะท้อนกลยุทธ์การขยายสาขาไปยังพื้นที่ที่มีการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคตลอดทั้งปี
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อยปีละ 1 รายการ หรือเพิ่มรสชาติใหม่เข้าสู่ตลาดเป็นประจำ เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์และตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระแสการบริโภคเพื่อสุขภาพที่กำลังเติบโตทั่วโลก
ส่งผลให้บริษัทเร่งพัฒนาสินค้าในกลุ่ม Vegan และ Dairy Free เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้บริษัทได้นำระบบ ERP เข้ามาบริหารจัดการตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การควบคุมสต๊อกสินค้า การวางแผนการผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้าไปยังเครือข่ายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และรองรับการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทยังขยายโอกาสในตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ผ่านการรับผลิตสินค้าในรูปแบบ OEM โดยเฉพาะไอศกรีม 3 มิติ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับแหล่งท่องเที่ยว งานอีเวนต์ และภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้ามากกว่า 50 แบรนด์ ธุรกิจนี้ช่วยให้บริษัทใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโรงงานในซอยสุขสวัสดิ์ 84 พื้นที่ 600 ตรม. มีกำลังการผลิตไอศกรีมแท่ง 2,000 แท่งต่อวัน และไอติมทอด 7,000 ชิ้นต่อวัน คิดเป็น 40% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ทำให้รองรับความต้องการได้อีกมาก
นายกฤตภาส ประเมินว่า ตลาดไอศกรีมไทยมีมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันมีความเข้มข้นขึ้นจากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้มองการแข่งขันเป็นเรื่องของขนาดธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อว่าความสามารถในการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ รวมถึงความคล่องตัวในการปรับตัวตามเทรนด์อาหารที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คือปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีสากล







