
ฟาร์มเฮ้าส์ อัดงบ 5 พันล้าน ลุยลงทุน 3 ปี รับดีมานด์ระยะยาว
“เพรซิเดนท์ เบเกอรี่” เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจรับต้นทุนสูง ทุ่มงบ 5,000 ล้านบาทใน 3 ปีเดินเครื่องโรงงานใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และโลจิสติกส์ พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการเติบโต และความสามารถในการทำกำไร
KEY
POINTS
- ฟาร์มเฮ้าส์ประกาศแผนลงทุน 5,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและรองรับการเติบโตในระยะยาว
- งบลงทุนจะถูกแบ่งใช้ในการสร้างโรงงานแป้งสาลี (2,000 ล้านบาท) อาคารผลิตแห่งใหม่ (2,000 ล้านบาท) และยกระดับระบบโลจิสติกส์โดยเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกไฟฟ้า (1,000 ล้านบาท)
- เป้าหมายหลักของการลงทุนคือการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริหารต้นทุนของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
- แม้เผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่บริษัทยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้า โดยจะเน้นการควบคุมค่าใช้จ่ายภายในองค์กร
ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูง บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตขนมปังแบรนด์ “ฟาร์มเฮ้าส์” เดินหน้าวางยุทธศาสตร์ลงทุนระยะยาวควบคู่กับการบริหารต้นทุน โดยเตรียมอัดงบลงทุนรวมกว่า 5,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2569-2571 เพื่อยกระดับกำลังการผลิต เสริมความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ รองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ประกอบกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังมีความผันผวน แต่บริษัทเลือกเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับแผนลงทุน 3 ปี (ปี 2569-2571) วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนก่อสร้าง โรงงานผลิตแป้งสาลี มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตขนมปัง และช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารต้นทุนในระยะยาว อีก 2,000 ล้านบาท จะใช้ก่อสร้าง อาคารผลิตแห่งใหม่ในโรงงานลาดกระบัง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต รองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมากขึ้น
ส่วนงบลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท จะใช้สำหรับการลงทุนด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการทยอยเปลี่ยนรถขนส่งเป็น รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับระบบโลจิสติกส์ของบริษัท ซึ่งมีแผนจัดซื้อเฉลี่ย ปีละ 100 คัน ควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนอื่น ๆ ภายในองค์กร
นายอภิเศรษฐ กล่าวว่า การลงทุนดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นการยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการกระจายสินค้า เพื่อให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทจะยังคงใช้นโยบายบริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น หลังเผชิญแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบหลายรายการที่ปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 30-100% รวมถึงต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายด้านการจำหน่ายที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า โดยจะใช้แนวทางควบคุมค่าใช้จ่ายภายใน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และบริหารงบประมาณอย่างรัดกุม เพื่อประคองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค อาจมีเพียงการปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายบางส่วน แต่ยังคงรักษาราคาจำหน่ายปกติไว้
“สิ่งที่เราทำได้ คือกลับมามองทุกขั้นตอนของการทำงาน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด”
ด้านการดำเนินธุรกิจ บริษัทเดินหน้าปรับพอร์ตสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยทยอยยุติผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ที่มีผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีศักยภาพ และรักษาคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทดสอบคุณภาพและรสชาติด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Sensory เพื่อสร้างความแตกต่างและรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทมองว่ายอดขายเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น หลังสถานการณ์เศรษฐกิจทยอยคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ยังให้น้ำหนักกับการบริหารผลกำไรมากกว่าการเร่งเติบโตของรายได้ เนื่องจากมองว่าภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน และกำลังซื้อของผู้บริโภคยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว
“ช่วงนี้เราไม่ได้เน้นการเติบโตของยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว ทั้งการลงทุน การควบคุมต้นทุน และการรักษาความสามารถในการทำกำไร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
การเดินหน้าลงทุนครั้งนี้จึงสะท้อนยุทธศาสตร์ของฟาร์มเฮ้าส์ที่เลือกใช้จังหวะของเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ในการเสริมศักยภาพองค์กร ทั้งด้านกำลังการผลิต ความมั่นคงของวัตถุดิบ และการยกระดับระบบโลจิสติกส์ เพื่อเตรียมพร้อมรับการเติบโตของตลาดในระยะถัดไป พร้อมสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ในระยะยาว






