
ฟาร์มเฮ้าส์ ต้นทุนต่อหน่วยพุ่ง 3-5% ยันไม่ขึ้นราคา เร่งเพิ่มรถ EV 100 คัน คุมน้ำมัน
ฟาร์มเฮ้าส์รับแรงกดดันต้นทุนการผลิตเพิ่ม 3-5% จากราคาน้ำมันและบรรจุภัณฑ์พุ่ง แต่ยังคงตรึงราคาสินค้าเพื่อพยุงกำลังซื้อ พร้อมเร่งแผนลดต้นทุนพลังงาน ดันรถขนส่งไฟฟ้า (EV) ครบ 100 คันภายในสิ้นปี
KEY
POINTS
- ฟาร์มเฮ้าส์เผชิญต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น 3-5% จากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
- บริษัทยืนยันนโยบายตรึงราคาสินค้าเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคและคู่ค้า แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น
- เร่งปรับตัวด้านพลังงานโดยตั้งเป้าเพิ่มรถขนส่งไฟฟ้า (EV) ให้ครบ 100 คันภายในปีนี้ เพื่อควบคุมต้นทุนด้านโลจิสติกส์จากราคาน้ำมัน
บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ “ฟาร์มเฮ้าส์” ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นในหลายมิติ โดยบริษัทยืนยันนโยบาย “ไม่ขึ้นราคาสินค้า” เพื่อประคองตลาดและลดภาระผู้บริโภคและคู่ค้า
นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-5% จากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น 40-50% ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์โดยตรง ขณะเดียวกันต้นทุนฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% และบางรายการสูงถึง 100%
อย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ “ไม่ขึ้นราคา” โดยมองว่าการรักษากำลังซื้อและฐานลูกค้าในระยะยาวมีความสำคัญมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ พร้อมปรับตัวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพภายใน ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การปรับเส้นทางขนส่ง และการวางแผนการตลาดเชิงรุก
ในด้านโครงสร้างธุรกิจ ปัจจุบันฟาร์มเฮ้าส์มีโรงงานผลิต 3 แห่ง กำลังการผลิตรวม 250 ตันต่อวัน มีศูนย์กระจายสินค้า 51 แห่ง และรถขนส่งรวมกว่า 1,200 คัน ครอบคลุมเครือข่ายร้านค้ากว่า 60,000 แห่งทั่วประเทศ สร้างรายได้รวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิลดลงราว 350 ล้านบาท
สำหรับตลาดขนมปังในประเทศไทย มีมูลค่ารวมประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ที่ 10% แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาพลังงานและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยช่วงเปิดภาคเรียนมักช่วยกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้น 5-10% ในภาวะราคาน้ำมันปกติ
ในเชิงกลยุทธ์ โดยปกติฟาร์มเฮ้ามีสินค้ากว่า 100 กว่ารายการ ต่อปีจะมีสินค้าใหม่เฉลี่ยต่อเดือนส์ 1-2 รายการ แต่ ณ ปัจจุบันมีความท้าทายด้านต้นทุนพลังงานเลยมีการปรับแผนชะลอสินค้าใหม่ พร้อมปรับขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อตอบโจทย์โครงสร้างครัวเรือนขนาดเล็ก และรักษาระดับราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้
ด้านการลงทุนมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี (2568-2570) โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้าง โรงงานผลิตแป้งสาลีเป็นของตนเอง มูลค่า 1,000-1,200 ล้านบาท ในพื้นที่บางปะกง เพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและลดความผันผวนจากการนำเข้า คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2571 ควบคู่ไปกับการสร้าง โรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ลาดกระบังพร้อมเครื่องจักร มูลค่า 2,000 ล้านบาท และขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ พร้อมทั้งลงทุนใน รถขนส่งไฟฟ้า (EV)
ขณะเดียวกัน บริษัทเร่งปรับตัวด้านพลังงาน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถขนส่งไฟฟ้า (EV) เป็น 100 คันภายในปีนี้ จากปัจจุบัน 46 คัน คิดเป็นงบลงทุนราว 50-60 ล้านบาท รวมถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงานบางชัน มูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีเครือข่ายผู้ประกอบการรายย่อยที่นำสินค้าไปต่อยอดสร้างอาชีพ เช่น ธุรกิจแซนด์วิช มากกว่า 10,000 ราย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ฐานราก นายอภิเศรษฐระบุว่า แม้ในระยะสั้นบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่การตรึงราคาและการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ บริษัทมองว่าสถานการณ์ราคาพลังงานที่เริ่มปรับตัวลดลงในช่วงล่าสุด เป็นสัญญาณบวกต่อภาคธุรกิจ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนในระยะต่อไป






