
ไทยรั้งอันดับ 26 ของโลก ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน เวียดนามจี้ติด
ประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 26 ของโลกจากการจัดอันดับ IMD ปี 2569 แต่ยังเผชิญโจทย์ท้าทายทั้งด้าน AI ผลิตภาพแรงงาน และกฎระเบียบธุรกิจ ขณะที่เวียดนามไล่จี้ตามหลังเพียง 1 อันดับ
KEY
POINTS
- ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดย IMD ประจำปี 2569 ดีขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ที่ 26 ของโลก จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ
- ในกลุ่มประเทศอาเซียน ไทยอยู่ในอันดับ 3 เป็นรองสิงคโปร์ (อันดับ 1 โลก) และมาเลเซีย (อันดับ 15 โลก)
- เวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นครั้งแรก อยู่ในอันดับที่ 27 ของโลก ตามหลังไทยเพียงอันดับเดียว และมีอันดับด้านประสิทธิภาพภาครัฐและภาคธุรกิจดีกว่าไทย
- ปัจจัยที่ทำให้อันดับดีขึ้นคือประสิทธิภาพภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังคงมีจุดอ่อนด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่อันดับลดลง
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) โดยศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เปิดเผยผลวิเคราะห์การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศประจำปี 2569 ของ World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พบว่า ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ จากปีก่อน มาอยู่ในอันดับ 26 ของโลก จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ สะท้อนการปรับตัวดีขึ้นของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แม้ยังเผชิญความท้าทายสำคัญด้านผลิตภาพ การศึกษา เทคโนโลยี และประสิทธิภาพการกำกับดูแลภาครัฐ
ไทยขยับขึ้น 4 อันดับ สู่ที่ 26 ของโลก
ผลการจัดอันดับปี 2569 ระบุว่า ไทยมีอันดับดีขึ้นจากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ซึ่งขยับขึ้น 3 อันดับ และด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ ขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐยังคงอยู่ในระดับเดิม ส่วนสมรรถนะทางเศรษฐกิจปรับลดลง 2 อันดับ สำหรับภาพรวมของโลก สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน รองลงมาคือฮ่องกง ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเคยอยู่อันดับ 1 ในปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 3
ทั้งนี้ อันดับ 10 เขตเศรษฐกิจแรกของโลกแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่ขยับจากอันดับ 13 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 10 ส่วนกาตาร์ลดจากอันดับ 9 มาอยู่ที่อันดับ 11 IMD ยังได้เพิ่มเวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มเป็น 70 เขตเศรษฐกิจ
IMD ใช้ 264 ตัวชี้วัดประเมินศักยภาพแข่งขัน
การจัดอันดับของ IMD พิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยอ้างอิงข้อมูลสถิติ 172 ตัวชี้วัด และผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด รวมทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด
ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจของไทย ลดลงจากอันดับ 8 มาอยู่ที่อันดับ 10 โดยได้รับผลกระทบจากอันดับด้านการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง 5 อันดับ เหลืออันดับ 9 และด้านการจ้างงานที่ลดจากอันดับ 3 มาอยู่ที่อันดับ 4 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยย่อยบางส่วนยังมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยการลงทุนระหว่างประเทศขยับขึ้น 6 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 24 ขณะที่ด้านราคาปรับดีขึ้น 1 อันดับ เป็นอันดับ 12 ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงอยู่ที่อันดับ 38
ประสิทธิภาพภาครัฐยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ
ผลการจัดอันดับด้านประสิทธิภาพภาครัฐยังคงอยู่ที่อันดับ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าหลายปัจจัยย่อยจะปรับตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภาษีที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 การคลังสาธารณะอันดับ 29 กรอบการบริหารภาครัฐอันดับ 46 และกรอบการบริหารสังคมอันดับ 39 อย่างไรก็ตาม TMA ระบุว่า ยังมีหลายประเด็นที่เป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย (Rule of Law) ซึ่งอยู่ในอันดับ 57 ปัญหาคอร์รัปชันอันดับ 52 และความโปร่งใสของภาครัฐอันดับ 51
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจยังคงอยู่ในอันดับ 40 โดยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจสะท้อนว่า กฎระเบียบต่าง ๆ ยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ภาคธุรกิจดีขึ้น แต่ปัญหาผลิตภาพยังน่ากังวล
ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ไทยขยับขึ้นจากอันดับ 24 มาอยู่ที่อันดับ 21 โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ได้แก่
- ผลิตภาพและประสิทธิภาพ ขยับขึ้นเป็นอันดับ 37
- ตลาดแรงงาน ขึ้น 7 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 10
- ภาคการเงิน ขึ้น 6 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 31
- การบริหารองค์กร ขึ้นเป็นอันดับ 24
ขณะที่ด้านค่านิยมและทัศนคติเป็นปัจจัยเดียวที่ปรับลดลง โดยลดลง 3 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 25 แม้อันดับด้านผลิตภาพจะดีขึ้น แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยังมีระดับผลิตภาพต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพแรงงาน และผลิตภาพในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น แต่ AI กลายเป็นโจทย์ใหม่
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไทยขยับจากอันดับ 47 มาอยู่ที่อันดับ 45 โดยปัจจัยด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานปรับดีขึ้นถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 20 ส่วนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา แม้ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 56 และ 52 ตามลำดับ แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ยังคงอยู่ที่อันดับ 37 ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีกลับลดลงถึง 7 อันดับ เหลืออันดับ 39 เนื่องจาก IMD เพิ่มตัวชี้วัดใหม่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาในการประเมินปีนี้
ไทยยังตามหลังสิงคโปร์-มาเลเซีย เวียดนามจ่อประชิด
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับรวม 6 ประเทศ ไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอันดับ 1 และ 15 ของโลกตามลำดับ ขณะที่เวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก อยู่อันดับ 27 ของโลก ตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ โดยมีอันดับด้านประสิทธิภาพภาครัฐดีกว่าไทย 2 อันดับ และด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจดีกว่าไทยถึง 6 อันดับ ส่วนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 47 และ 48 ตามลำดับ
TMA ชี้ปี 2026 ไทยต้องเร่งยกระดับ AI-กฎหมาย-ผลิตภาพ
TMA มองว่า แม้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของระบบการค้าโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่ง IMD นำมาใช้เป็นตัวชี้วัดใหม่ถึง 9 ตัวชี้วัดในปีนี้ สะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใส และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน
TMA ระบุว่า เขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ล้วนมีกรอบการบริหารเชิงสถาบันและระบบกฎระเบียบที่ชัดเจน ช่วยให้ภาคธุรกิจ ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ สามารถตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ไทยต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว







