
เบื้องลึก 'ตี๋น้อย' กับ 5 เหตุผล ทำไมต้องเปิด 'นายพรานหมูกระทะ'
จากสุกี้สู่ปิ้งย่าง ล่าสุดสเต็ปใหม่หมูกระทะ เปิดเบื้องลึก “เฟิร์น-นัทธมน” เจ้าแม่ตี๋น้อย ใช้เวลา 6 เดือนพัฒนาโมเดล “นายพรานหมูกะทะ” หวังเจาะตลาด 9,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ตี๋น้อย ขยายธุรกิจสู่การเป็น "Restaurant Group" ที่มีแบรนด์ร้านอาหารหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจสุกี้เพียงอย่างเดียว
- เล็งเห็นโอกาสในตลาดหมูกระทะมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ที่ชัดเจนเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง
- สร้างความแตกต่างจากแบรนด์เดิม "ตี๋น้อย บาร์บีคิว" โดยวางตำแหน่ง "นายพราน" ให้เป็นหมูกระทะสไตล์ไทยแท้ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
- ใช้โมเดลธุรกิจของ "นายพราน" ที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นหัวหอกในการบุกตลาดต่างจังหวัดอย่างเต็มตัว
- เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างธุรกิจใหม่มารองรับการแข่งขันในตลาดร้านอาหารที่รุนแรงขึ้น รวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้น
จาก "สุกี้" สู่ "ปิ้งย่าง" วันนี้ "ตี๋น้อย" ก้าวสู่ "ตลาดร้านหมูกระทะ" เต็มตัว “เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช” เจ้าแม่ตี๋น้อย ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร "สุกี้ตี๋น้อย" เปิดเบื้องหลังการสร้างแบรนด์ใหม่ “นายพรานหมูกะทะ” ที่ใช้เวลากว่า 6 เดือนในการพัฒนาโมเดลธุรกิจ แม้จะมีแบรนด์ปิ้งย่างอย่าง "ตี๋น้อย บาร์บีคิว" อยู่ในพอร์ตอยู่แล้ว
สู่คำถามว่าเพราะอะไรต้องมีแบรนด์หมูกระทะเพิ่มอีก
คำตอบที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องการขยายไลน์ธุรกิจ แต่สะท้อนภาพใหญ่ของการสร้างอาณาจักรร้านอาหารหลายแบรนด์ในอนาคต พร้อมเดิมพันกับตลาดหมูกระทะมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาด
1. ถึงเวลาสร้าง Restaurant Group ไม่ใช่มีแค่สุกี้ตี๋น้อย
แม้วันนี้สุกี้ตี๋น้อยจะยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่ม แต่ ‘เฟิร์น-นัทธมน’ เล่าว่า เป้าหมายของบริษัทตั้งแต่วันแรกไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการเป็น “Restaurant Group” ที่มีร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ “คนอาจมองว่าเราเป็นบริษัทสุกี้ แต่จริง ๆ เราใช้ชื่อ Restaurant Group มาตั้งแต่วันแรก”
ที่ผ่านมา บริษัทโฟกัสกับการปั้นสุกี้ตี๋น้อยให้แข็งแรงก่อน จนกลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตทั่วประเทศ หลังจากนั้นจึงเริ่มทดลองธุรกิจใหม่หลายรูปแบบ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ ก่อนจะมาจบที่โมเดลหมูกระทะในวันนี้ สำหรับบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด การมีแบรนด์เดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการเติบโตในระยะยาว และถึงเวลาแล้วที่บริษัทต้องมีเครื่องยนต์ตัวใหม่เข้ามาเสริม
2. นายพราน ไม่ได้เกิดมาแทน ตี๋น้อย บาร์บีคิว
หนึ่งในคำถามที่ถูกถามมากที่สุดคือ เมื่อมีตี๋น้อย บาร์บีคิว อยู่แล้ว เหตุใดต้องเปิดร้านปิ้งย่างอีกแบรนด์ เฟิร์น-นัทธมน อธิบายว่า แม้จะอยู่ในกลุ่มอาหารปิ้งย่างเหมือนกัน แต่ทั้งสองแบรนด์ถูกวางตำแหน่งต่างกันอย่างชัดเจน ตี๋น้อย บาร์บีคิว เน้นวัตถุดิบเนื้อและประสบการณ์บาร์บีคิวเป็นหลัก ราคา 362 บาทสุทธิ
ขณะที่ “นายพรานหมูกะทะ” ถูกออกแบบให้เป็นหมูกระทะสไตล์ไทยแท้ ราคา 299 บาทสุทธิ พร้อมอาหารปรุงสำเร็จหรือ Ready-to-Eat จำนวนมาก
“คนที่มานายพราน ไม่จำเป็นต้องมานั่งย่างอย่างเดียว”
นอกจากไลน์อาหารที่แตกต่างกันแล้ว คาแรกเตอร์แบรนด์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด โดย “นายพราน” ได้แรงบันดาลใจมาจากลูกชายของเฟิร์น-นัทธมน เพื่อให้เป็นตัวละครที่เข้าถึงง่าย จดจำง่าย และสร้างความผูกพันกับลูกค้าได้ในระยะยาว
3. เห็นช่องว่างในตลาดหมูกระทะ 9,000 ล้านบาท
แม้หมูกระทะจะเป็นอาหารที่อยู่คู่คนไทยมานาน และมีร้านอยู่แทบทุกจังหวัด แต่เฟิร์นมองว่าตลาดนี้ยังไม่มี ผู้เล่นรายใหญ่ หรือ (Big Player) อย่างแท้จริง จากข้อมูลที่บริษัทศึกษา พบว่าตลาดหมูกระทะมีมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท แต่กลับมีข้อมูลวิจัยและการติดตามตลาดค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับตลาดชาบูหรือร้านอาหารประเภทอื่นอาจจะเป็นไปได้ว่าร้านหมูกระทะส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ SME เป็นหลัก
“หมูกระทะเป็นวัฒนธรรมของคนไทย มีอยู่ทุกจังหวัด แต่ยังไม่มีใครเข้ามาสเกลตลาดแบบจริงจัง”
ในมุมของตี๋น้อย นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญ เพราะหากตลาดมีขนาดใหญ่ แต่ยังไม่มีผู้นำที่ชัดเจน ย่อมหมายถึงช่องว่างในการเติบโตยังมีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่อาหารประเภทชาบู หมูกระทะ และปิ้งย่าง ยังเป็นอาหารที่คนไทยสามารถรับประทานได้บ่อย ไม่ต้องรอโอกาสพิเศษเหมือนร้านอาหารระดับพรีเมียม
4. วางเกมบุกต่างจังหวัดเต็มตัว
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ โมเดลธุรกิจของนายพรานถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายสาขาในต่างจังหวัด เฟิร์น-นัทธมน ระบุว่า ร้านนายพราน 1 สาขา ใช้พื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร และใช้งบลงทุนเฉลี่ย 25 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งเหมาะกับทำเลขนาดใหญ่ในหัวเมืองต่างจังหวัดมากกว่าพื้นที่ใจกลางเมือง แม้สาขาแรกจะเปิดในกรุงเทพฯ แต่แผนการขยายสาขาในอนาคตจะเน้นต่างจังหวัดเป็นหลัก
โดยมองว่า ปัจจุบันได้รับข้อเสนอพื้นที่ขนาดใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งเหมาะกับโมเดลร้านหมูกระทะมากกว่าร้านสุกี้ โดยปีนี้มีนายพรานหมูกระทะจะมีทั้งหมด 5 สาขา ครอบคลุมกรุงเทพ ขอนแก่น สกลนคร นครปฐม และอุดรธานี ทำให้บริษัทเห็นศักยภาพของตลาดภูมิภาคมากขึ้น
5. ต้องมีธุรกิจใหม่รองรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน เฟิร์น-นัทธมนยอมรับว่า ต้นทุนรวมของธุรกิจเพิ่มขึ้นราว 6-7% ขณะที่กำไรสุทธิลดลงจากระดับกว่า 15% เหลือประมาณ 9% ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เลือกว่าจะใช้เงินที่ไหนถึงจะคุ้มค่าที่สุด“ลูกค้าคิดมากขึ้นว่าจะจ่ายเงินที่ไหนแล้วคุ้มที่สุด”
ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันในอนาคตจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา แต่รวมถึงเรื่องแบรนด์ ภาพลักษณ์ การสร้างคอมมูนิตี้ และการสร้างความผูกพันกับลูกค้า โดยมองว่า ร้านอาหารยุคใหม่ต้องขายมากกว่าอาหาร ต้องทำให้ลูกค้ารู้จักตัวตนของแบรนด์ รู้จักเจ้าของ และรู้สึกมีส่วนร่วมกับธุรกิจ นั่นคือเหตุผลที่ตี๋น้อยลงทุนกับการสร้างคอมมูนิตี้ TN Family การทำกิจกรรมร่วมกับลูกค้า และการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง
จากสุกี้สู่หมูกระทะ เดิมพันใหม่ของอาณาจักรตี๋น้อย
ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจของเฟิร์นไม่ได้มีเพียงสุกี้ตี๋น้อยอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวสู่การเป็น Restaurant Group อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแบรนด์ในเครือประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย 116 สาขา, สุกี้ตี๋น้อย พลัส 17 สาขา รวมเป็น 133 สาขา, ตี๋น้อย บาร์บีคิว 10 สาขา, ตี๋น้อย โกลด์ 2 สาขา, ข้าวแกงปันสุข และล่าสุด “นายพรานหมูกะทะ” ที่วางแผนเปิดให้ครบ 5 สาขาภายในปีนี้
ปัจจุบันกลุ่มตี๋น้อยมีลูกค้าใช้บริการรวมทุกแบรนด์เฉลี่ยกว่า 100,000 คนต่อวัน และเพิ่มเป็น 140,000-150,000 คนต่อวันในช่วงสุดสัปดาห์ โดยรายได้หลักยังมาจากสุกี้ตี๋น้อยที่มีจำนวนสาขามากที่สุด ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ไว้ที่ 13,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายสาขาในอัตราใกล้เคียงกับปีก่อน
สำหรับเฟิร์น-นัทธมน การเปิด “นายพรานหมูกะทะ” ไม่ได้เกิดจากความกังวลว่าตลาดชาบูจะอิ่มตัว แต่เป็นอีกก้าวของการต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่วันแรก เพราะหากสุกี้ตี๋น้อยคือแบรนด์ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเติบโตจนเป็นผู้นำตลาดได้ “นายพรานหมูกะทะ” ก็คือการเดิมพันครั้งใหม่ ที่บริษัทหวังจะปั้นให้กลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของอาณาจักรร้านอาหารในอนาคต







