
‘บุณยสิทธิ์’ ชี้โอกาสรัฐบาล-การลงทุน เดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์-สร้างตลาดใหม่
ส่องโอกาสรัฐบาล-การลงทุนไทย จากมุมคิด “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” แม่ทัพใหญ่กลุ่มสหพัฒน์ ผู้คุมบังเหียน 3 แสนล้านบาท แนะภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งหาตลาดใหม่ ทั้งจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เพื่อกระจายความเสี่ยง
KEY
POINTS
- นายบุณยสิทธิ์เสนอให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงและแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว
- มองว่าท่ามกลางความขัดแย้งทั่วโลก ถือเป็นโอกาสของไทยในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนจีนที่สนใจโครงการขนาดใหญ่
- แนะภาคธุรกิจต้องปรับตัวหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากปัญหาชายแดน พร้อมชี้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งเกินไปเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาคส่งออกที่แข่งขันยากขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก รวมถึงความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาคของโลก ไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศ และยังมีโอกาสเติบโตได้ หากรัฐบาลกล้าตัดสินใจลงทุนเพื่ออนาคต
“ตอนนี้มองไปทั่วโลก ยุโรปก็มีสงคราม ตะวันออกกลางก็มีสงคราม หลายประเทศกำลังเผชิญความขัดแย้ง แต่ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ไม่มีสงคราม และอยู่ตรงกลางของภูมิภาค เพราะฉะนั้นถ้ามองให้ดี ช่วงนี้อาจเป็นโอกาสของไทยมากกว่าที่หลายคนคิด”
แม้ไทยจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน แต่การนำตัวเลขการเติบโตของไทยไปเปรียบเทียบกับเวียดนามหรืออินโดนีเซียเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะเศรษฐกิจไทยมีฐานที่ใหญ่กว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้อัตราการเติบโตในรูปเปอร์เซ็นต์อาจดูต่ำกว่า ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจจริงไม่ได้แตกต่างกันมากอย่างที่หลายคนเข้าใจ
“ยอมรับว่าเราโตช้ากว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ฐานเศรษฐกิจของเขาเล็กกว่า พอขยับนิดเดียวเปอร์เซ็นต์ก็ขึ้นเยอะ ส่วนของไทยฐานใหญ่กว่า จึงดูเหมือนโตช้า”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “นายบุณยสิทธิ์” กังวลมากกว่าตัวเลขจีดีพีคือ การที่ประเทศไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้อยเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมองว่า ปัญหาหลายเรื่องที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้ออ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง หรือการเลิกจ้างในบางอุตสาหกรรม ล้วนมีจุดเชื่อมโยงกับการลงทุนภาครัฐที่ยังไม่มากพอ
“ถ้าผมมีโอกาสพูดกับนายกรัฐมนตรี สิ่งที่อยากบอกที่สุดคือ ต้องกล้าตัดสินใจ”
การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีที่สุดไม่ใช่การแจกเงินระยะสั้น แต่คือการสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ โครงการแลนด์บริดจ์ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรเดินหน้าอย่างจริงจัง
“ถ้ามีการลงทุนก็จะเกิดการจ้างงาน เกิดการใช้จ่าย เกิดการลงทุนต่อเนื่อง ถ้าไม่ลงทุน Infrastructure อีกหน่อยเราจะโตช้ากว่าคนอื่นไปเรื่อย ๆ” ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยในอดีตไม่ตัดสินใจสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือไม่สร้างทางด่วนสายหลักในกรุงเทพฯ วันนี้ประเทศอาจเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เป็นอยู่
“ตอนสร้างสุวรรณภูมิก็มีคนค้าน ตอนสร้างทางด่วนก็มีคนค้าน แต่ลองคิดดูว่าวันนี้ถ้าไม่มีสนามบินสุวรรณภูมิ ไม่มีทางด่วน กรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร” แม้จะสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ แต่นายบุณยสิทธิ์ย้ำว่า การดำเนินโครงการทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ในมุมมองต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายบุณยสิทธิ์ให้คะแนน “6 เต็ม 10” พร้อมมองว่ารัฐบาลไม่ได้ทำผลงานด้อยกว่ารัฐบาลชุดก่อน หนึ่งในสัญญาณที่เขานำมาใช้ประเมิน คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่สะท้อนผ่านตลาดทุน
“สมัยก่อนดัชนีหุ้นอยู่แถว 1,300 จุด แต่ตอนนี้ขึ้นมาบริเวณ 1,400-1,500 จุดแล้ว ก็สะท้อนว่าต่างชาติยังมองประเทศไทยในเชิงบวก”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าบททดสอบสำคัญของรัฐบาลจากนี้ ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการตัดสินใจลงทุนในโครงการที่จะเป็นรากฐานการเติบโตของประเทศในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
นอกจากเรื่องการลงทุนแล้ว อีกประเด็นที่ นายบุณยสิทธิ์มองว่า ยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คือ “ค่าเงินบาท” ที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ค่าเงินบาทในระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ส่งออกไทยแข่งขันกับเวียดนามและประเทศอื่นได้ยากขึ้น
“ญี่ปุ่นยอมปล่อยให้เงินอ่อนเพื่อช่วยภาคส่งออก แต่เงินบาทของเรายังแข็งอยู่ ทำให้ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมแข่งขันลำบาก” ในมุมของผู้ส่งออก มองว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ในระดับมากกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยอมรับว่าการกำหนดระดับที่เหมาะสมเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ขณะที่ประเด็น “สึนามิต้นทุน” ซึ่งกำลังกดดันภาคธุรกิจทั่วโลก นายบุญยสิทธิ์มองว่า 1 เป็นผลพวงจากสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ ที่มีแนวโน้ม ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าผลกระทบของไทยยังไม่รุนแรงเท่าหลายประเทศ เพราะไทยยังพึ่งพาวัตถุดิบเหล่านี้น้อยกว่าญี่ปุ่นหรือยุโรป
“ต้นทุนขึ้นไม่ใช่เฉพาะไทย แต่ขึ้นทั้งโลก เราไม่ควรมองแค่ปัญหา ต้องมองด้วยว่าหลังสงครามจบ เราจะใช้โอกาสนั้นพัฒนาให้เร็วกว่าคนอื่นอย่างไร” สำหรับเครือสหพัฒน์ จะยังคงพยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด และจะปรับขึ้นราคาเฉพาะในกรณีที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
อีกหนึ่งสัญญาณที่นายบุณยสิทธิ์มองเห็นชัด คือ “การเปลี่ยน ผ่านของเม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นสู่จีน” พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีนให้ความสนใจประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้น โดยมองไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค “นักลงทุนจีนมาคุยเยอะมาก แต่ถ้าจะลงทุน เขาจะลงทุนใหญ่ ต่างจากญี่ปุ่นในอดีต ที่อาจซื้อที่ดินครั้งละ 10-20 ไร่ แต่จีนมักมองโครงการระดับ 100-300 ไร่ขึ้นไป สะท้อนขนาดการลงทุนที่ใหญ่กว่าอย่างชัดเจน”
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” นั้น มองว่าเป็นเครื่องมือระยะสั้นที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่องจนประชาชนเกิดพฤติกรรมรอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ แม้จะเห็นข้อจำกัด แต่มาตรการดังกล่าวมีประโยชน์ในอีกมุมหนึ่ง คือช่วยให้ภาครัฐสามารถรวบรวมฐานข้อมูลประชาชน เพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มส่งผลต่อการส่งออกและการค้าชายแดน ขณะที่ตลาดเมียนมายังเผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งหาตลาดใหม่ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ เพื่อกระจายความเสี่ยง
“ธุรกิจต้องปรับตัวอยู่เสมอ ถ้าตลาดหนึ่งมีปัญหา เราก็ต้องหาตลาดใหม่”
เมื่อถูกถามถึงแนวโน้มผลประกอบการของเครือสหพัฒน์ในปีนี้ นายบุณยสิทธิ์ยอมรับว่าอาจไม่ดีเท่าปีก่อน จากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก แต่การกระจายธุรกิจไปหลายกลุ่มช่วยลดความเสี่ยงได้ “บางธุรกิจลด บางธุรกิจเพิ่ม อย่างแฟชั่นอาจชะลอ แต่สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารยังไปได้ ก็ช่วยเฉลี่ยกัน”
“ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสามารถในการอยู่รอด ธุรกิจไม่ได้มีแต่ขึ้นอย่างเดียว มันมีขึ้นมีลง ช่วงนี้ต้องอดทนก่อน อยู่ให้รอดก่อน พอโอกาสมา คนที่พร้อมที่สุดก็จะเป็นคนที่ไปได้ไกลที่สุด” นายบุณยสิทธิ์ กล่าวในตอนท้าย







