
CRC สลัดทิ้งธุรกิจขาดทุน ปักธง ‘ท็อปส์-ไทวัสดุ’ หัวหอกโตยั่งยืน
CRC กางแผนปี 69 ปรับพอร์ตใหญ่ ตัดขาย ‘เหงียนคิม’ หยุดขาดทุน พร้อมเดินหน้าขยายสาขา Tops-ไทวัสดุ เพิ่มยอดขาย ส่ง JD Sports ชิงเค้กสปอร์ตไลฟ์สไตล์ มั่นใจรายได้พุ่ง
KEY
POINTS
- เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ขายธุรกิจ "เหงียนคิม" ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขาดทุนในเวียดนาม เพื่อปรับพอร์ตและหยุดรับรู้ผลขาดทุน
- มุ่งเน้นการเติบโตในกลุ่มธุรกิจฟู้ด โดยเดินหน้าขยายสาขา "ท็อปส์" อย่างต่อเนื่อง พัฒนาร้านค้ารูปแบบไฮบริด และร่วมมือกับเชลล์เปิดร้านค้าปลีกในปั๊มน้ำมัน
- เร่งขยายธุรกิจกลุ่มฮาร์ดไลน์ โดยเปิดสาขา "ไทวัสดุ" เพิ่ม และปรับปรุงสาขาเดิมให้เป็นรูปแบบ Hybrid Store ที่รวมกับ "บีเอ็นบี โฮม" เพื่อความครบวงจร
นายปเนต มหรรฆานุรักษ์ กรรมการบริหาร ผู้รับผิดชอบสูงสุดสายงานบัญชีและการเงิน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน ของ Central Retail Corporation เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจและปรับปรุงสาขาเดิมอย่างต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งฟู้ด ฮาร์ดไลน์ แฟชั่น และพร็อพเพอร์ตี้ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลงทุนด้านความยั่งยืน
กลุ่มฟู้ด เร่งขยาย Tops-ปั้นโมเดล Hybrid
CRC ยังคงให้น้ำหนักกับการเติบโตของกลุ่มธุรกิจฟู้ด (Food) โดยเดินหน้าขยายสาขา Tops อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาสแรกของปีได้เปิดสาขาใหม่แล้ว 2 แห่ง ได้แก่ พัทยา และพรานนก เพื่อรองรับกำลังซื้อในพื้นที่ศักยภาพสูง
นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Shell เพื่อพัฒนาธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมัน และขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในรูปแบบ Convenience Retail (ร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ) มากขึ้น
ขณะเดียวกัน CRC ยังเดินหน้าขยายแบรนด์ No Brand จากเกาหลีใต้ โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา และมีแผนขยายสาขาแบบ Stand-alone เพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพในราคาคุ้มค่า
ด้านการพัฒนารูปแบบร้านค้า บริษัทอยู่ระหว่างทดลองโมเดล Hybrid Format โดยนำแบรนด์ในเครือมาผสมผสานภายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มความครบวงจรและกระตุ้นการใช้จ่ายต่อบิล อาทิ การพัฒนา TOPS DAILY x TOPS Wine Cellar รวมถึงการเพิ่มโซนเบเกอรี่ “The Baker” และร้านสุขภาพและความงาม Matsukiyo ภายในสาขา
เวียดนาม ยังเป็นเครื่องยนต์หลักการเติบโต
CRC ยังคงมองตลาดเวียดนามเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโต โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยาย mini go! เพิ่มอีกประมาณ 6 สาขา พร้อมเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มอีก 2 แห่ง เพื่อรองรับกำลังซื้อในเมืองรองและพื้นที่ใหม่ ในกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ (Property) บริษัทมีแผนเปิด GO! Mall สาขาที่ 45 ในเวียดนามภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มพิธีวางศิลาฤกษ์และเริ่มก่อสร้างแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามแผนการขยายธุรกิจ
ไทวัสดุ ปรับสาขาสู่ Hybrid Store
ด้านกลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ (Hardline) CRC เดินหน้าขยายสาขาไทวัสดุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดสาขารัตนาธิเบศร์ พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมสู่รูปแบบ Hybrid Store ที่รวมไทวัสดุ และ บีเอ็นบี โฮม ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มความครบวงจรด้านสินค้าเกี่ยวกับบ้านและวัสดุก่อสร้าง
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Private Label หรือสินค้าแบรนด์ของบริษัทเอง เพื่อช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น และลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวน
จับมือ JD Sports รุกตลาด Sports Lifestyle
ในกลุ่มแฟชั่น (Fashion) CRC เดินหน้าสร้างพันธมิตรระดับโลกผ่านการเข้าถือหุ้น 40% ใน Joint Venture กับ JD Sports เพื่อรุกตลาด Sports Lifestyle ในประเทศไทย และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่
พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนปรับปรุงห้างสรรพสินค้าสาขาหลัก เช่น เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เพื่อเพิ่มทราฟฟิกของลูกค้า ยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง และเพิ่มโอกาสการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้า
CRC เดินหน้าปรับ Portfolio Optimization หรือการบริหารพอร์ตธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยล่าสุดได้ขายธุรกิจ “เหงียนคิม” (Nguyen Kim) ธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนามออกไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เพื่อหยุดการรับรู้ผลขาดทุน และช่วยให้ภาพรวมผลประกอบการแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้ CRC ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมปี 2569 ไว้ที่ 4-5% และ EBITDA เติบโต 5-7% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากธุรกิจฟู้ด การขยายตลาดเวียดนาม รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 รายได้พุ่ง 66,514 ล้านบาท (+1.4% YoY) และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (Core Profit from continuing operations) ทะยานถึง 2,888 ล้านบาท (+12.5% YoY) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความสำเร็จของการปรับพอร์ตธุรกิจที่ชัดเจน พร้อมการดำเนินงานบนกลยุทธ์ New Heights, Next Growth ที่สร้างการเติบโตให้กับองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม







