thansettakij
thansettakij
ตลาดชา 2 หมื่นล้านบูม KAMU KAMU กางแผน 3 ปี รุก CLMV ดันรายได้พันล้าน

ตลาดชา 2 หมื่นล้านบูม KAMU KAMU กางแผน 3 ปี รุก CLMV ดันรายได้พันล้าน

07 พ.ค. 69 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 69 | 09:20 น.

KAMU KAMU เดินเกมรุกตลาดชา 2 หมื่นล้านบาท วางเป้า 3 ปี ขยาย 300 สาขา รุก CLMV ต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี ผลักดันรายได้ให้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมขยายสาขาเพิ่มเป็น 300 แห่งทั่วประเทศ
  • เร่งขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น จากปัจจุบันที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยเน้นทำเลที่มีคนสัญจรสูง
  • มีแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV โดยจะเริ่มที่ประเทศลาวและกัมพูชา เพื่อเพิ่มฐานรายได้ในต่างประเทศ
  • ใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ การขยายสาขา การพัฒนาเมนูใหม่ และการสร้างแบรนด์ให้ชัดเจน

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด (KAMU KAMU) ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มชานมและกาแฟสัญชาติไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะท้าทายและผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่กลุ่มเครื่องดื่มยังคงเป็นหนึ่งในหมวด “affordable indulgence” หรือความสุขเล็ก ๆ ที่ผู้บริโภคยังเลือกใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ประสบการณ์ และราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดับกระหาย แต่ยังเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน เติมพลัง และสร้างความสุขระหว่างวัน 

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ

อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดชาคืออิทธิพลของโซเชียลมีเดียและผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการทดลองสินค้าใหม่และพร้อมแชร์ประสบการณ์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

คอนเทนต์จากผู้บริโภค หรือ Organic Content กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยยกตัวอย่างเมนู “วาราบิโมจิ” ของแบรนด์ที่มีผู้บริโภคนำไปรีวิวบน TikTok จนมียอดรับชมกว่า 14 ล้านวิว ช่วยสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาโฆษณาเพียงอย่างเดียว

สำหรับการแข่งขันในตลาดชานมไข่มุกไทย ปัจจุบันมีแบรนด์ในตลาดรวมกว่า 45-50 แบรนด์ ทั้งแบรนด์ไทย จีน และไต้หวัน โดยนายทินกฤต ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 15 ปีในการดำเนินธุรกิจไม่ได้มองคู่แข่งเป็นศัตรู แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ช่วยกันขับเคลื่อนตลาดชาให้เติบโต

มองว่าหากไม่มีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาในตลาด การรับรู้ของผู้บริโภคต่อธุรกิจชาก็อาจไม่ขยายตัวได้มากเช่นปัจจุบัน ขณะที่การมีแบรนด์ใหม่เข้ามาและบางส่วนทยอยออกจากตลาด ถือเป็นวัฏจักรปกติของธุรกิจ ซึ่งช่วยสร้างความคึกคักและทำให้ตลาดมีสีสันมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันตลาดชานมไข่มุกไทยยังแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระดับหลักตามราคาและภาพลักษณ์ของแบรนด์ ได้แก่ กลุ่มพรีเมียม ที่มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 150 บาทขึ้นไป กลุ่มระดับกลาง หรือ Premium Mass ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่ KAMU KAMU วางตำแหน่งแบรนด์อยู่ โดยมีราคาเฉลี่ยประมาณ 80-120 บาทต่อแก้ว และกลุ่มแมส ที่เน้นราคาจับต้องง่ายเฉลี่ยราว 40-45 บาทต่อแก้ว

KAMU KAMU วางเป้าหมายภายใน 3 ปี ผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท พร้อมขยายสาขาเพิ่มเป็น 300 แห่งทั่วประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การขยายสาขา การพัฒนาเมนูใหม่ และการสร้างแบรนด์ให้มีภาพจำชัดเจนในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

ตลาดชา 2 หมื่นล้านบูม KAMU KAMU กางแผน 3 ปี รุก CLMV ดันรายได้พันล้าน

ด้านการขยายสาขาบริษัทจะเน้นโมเดลร้านขนาดกะทัดรัด เฉลี่ยประมาณ 23 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเลือกทำเลและบริหารต้นทุน รองรับการเปิดสาขาในพื้นที่ที่มีทราฟฟิกสูง ทั้งศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล และมหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อรักษาความน่าสนใจของแบรนด์ในตลาดเครื่องดื่มที่มีการแข่งขันสูง

ส่วนกลยุทธ์ด้านแบรนด์ บริษัทต้องการวางตำแหน่งให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

นอกจากนี้บริษัทยังเร่งขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น หลังปัจจุบันสัดส่วนสาขากว่า 80% ยังอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขณะที่ต่างจังหวัดมีเพียง 20%

ปัจจุบัน KAMU KAMU มีสาขาในจังหวัดหลัก เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น จันทบุรี และระยอง เป็นต้น พร้อมมีแผนขยายเพิ่มเติมไปยังมหาสารคาม อุดรธานี และเชียงราย โดยเน้นทำเลในมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล รวมถึงศูนย์ค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น บิ๊กซี และโลตัส ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ลาวและกัมพูชาเพื่อเพิ่มฐานรายได้ในต่างประเทศ

ตลาดชา 2 หมื่นล้านบูม KAMU KAMU กางแผน 3 ปี รุก CLMV ดันรายได้พันล้าน

ขณะเดียวกันโครงสร้างรายได้ของ KAMU KAMU ยังสะท้อนบทบาทของ “ชา” ในฐานะแกนหลักของธุรกิจ โดยกลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลัก คิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่น ๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นอีก 20%

นายทินกฤต กล่าวว่า “ผู้บริโภคปัจจุบันให้ความสำคัญกับความพรีเมียม คุณภาพวัตถุดิบ และประสบการณ์ในการดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด การยกระดับ ‘ชา’ ให้เป็นหัวใจของแบรนด์ จึงเป็นทั้งการต่อยอดจากจุดแข็งเดิม และเป็นทิศทางสำคัญของการเติบโตในอนาคต”