
พิษสงครามเขย่ากำลังซื้อ CPN อัด 500 ล้าน ดึงคนเที่ยวใกล้บ้านช่วงสงกรานต์
เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) อัดงบ 500 ล้านบาท จัดสงกรานต์ 44 สาขาทั่วประเทศ รับผลกระทบสงครามและราคาพลังงานที่กดดันกำลังซื้อ หวังดึงคนไทยเที่ยวใกล้บ้านแทนทริปไกล
KEY
POINTS
- เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ทุ่มงบ 500 ล้านบาท จัดแคมเปญสงกรานต์ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายในประเทศที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ
- ชูกลยุทธ์ "Fandom Economy" ดึงศิลปิน T-Pop และ Y-Series เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและใช้จ่ายของกลุ่มแฟนคลับ
- ตั้งเป้ายกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก (World’s Biggest Water Festival) โดยผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับ Pop Culture เพื่อสร้าง Soft Power
- คาดการณ์ว่าหากราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้บริโภคจะเลือกเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อเครือข่ายศูนย์การค้า 44 สาขาทั่วประเทศ
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบกว่า 500 ล้านบาท เดินหน้ายกระดับ “สงกรานต์ไทย” สู่เทศกาลระดับโลก ผ่านแคมเปญ “Central Songkran: World’s Biggest Water Festival” ครอบคลุม 44 ศูนย์การค้าทั่วประเทศ หวังใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กล่าวว่า ปี 2569 ภาคเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนสินค้าและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่เชื่อว่าสงกรานต์ยังเป็นหนึ่งในเทศกาลที่คนไทยพร้อมออกมาใช้จ่ายและเดินทาง เพราะเป็นทั้งช่วงวันหยุดและเทศกาลแห่งครอบครัว
จึงขยายการจัดงานภายใต้แนวคิด “Thailand’s Songkran Festival 2026” ระหว่างวันที่ 1-19 เมษายน ครอบคลุม 44 สาขาทั่วประเทศ พร้อมแลนด์มาร์กสาดน้ำ 28 จุด กิจกรรมรวมกว่า 1,000 รายการ และศิลปินมากกว่า 400 ชีวิต ตั้งเป้ารองรับผู้ร่วมงานมากกว่า 10 ล้านคน เท่ากับปีก่อน
เซ็นทรัลพัฒนามองว่า สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลเชิงวัฒนธรรม แต่เป็น “Festival Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทศกาล คล้ายกับเทศกาลระดับโลกอย่าง Rio Carnival, Oktoberfest และ Holi ที่สามารถสร้างการเดินทางและการใช้จ่ายจำนวนมากให้ประเทศ
“สงกรานต์ไทยมีจุดแข็งจากการเป็น World’s Biggest Water Festival ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมชัดเจน และสามารถพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกได้”
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของปีนี้คือการใช้ “Fandom Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มแฟนคลับและคนรุ่นใหม่ โดยบริษัทประเมินว่ากลุ่ม Gen Z ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 20% ของประชากรไทย หรือราว 13 ล้านคน มีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายมากกว่า 2.6 ล้านล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้จึงดึงศิลปินสาย Y-Series และ T-Pop มาร่วมสร้างกระแสทั่วประเทศ นำโดย โทมัส-ก้อง ในบทบาท “นายสงกรานต์” รวมถึง ฟรีน-เบคกี้, เก่ง-น้ำปิง, หยิ่น-วอร์, จิมมี่-ซี และ PERSES ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ในหลายจังหวัด เพื่อกระตุ้นให้แฟนคลับเดินทางและใช้จ่ายมากขึ้น
อีกไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว “นางสงกรานต์ Miss World” ครั้งแรกของโลก โดย โอปอล สุชาตา ช่วงศรี จะปรากฏตัวในชุดไทยพร้อมมงกุฎในวันที่ 13 เมษายน ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ
สำหรับ เซ็นทรัลเวิลด์ ถูกวางเป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ ผ่านงาน “centralwOrld Songkran Fest 2026” จัดต่อเนื่อง 6 วัน แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ “PEPSI Presents THAI LIZM 2026” วันที่ 11-13 เมษายน และ “FWD Music Live Fest 5” วันที่ 17-19 เมษายน
ภายในงานจะมีคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของประเทศ เช่น Joey Boy, ไททศมิตร, Singto Numchok, ลำไย ไหทองคำ, PROXIE, Jeff Satur, F.HERO, NuNew และ Three Man Down พร้อมโซนสาดน้ำและสไลเดอร์ขนาดใหญ่กลางเมือง
นอกจากกรุงเทพฯ บริษัทยังจัดกิจกรรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เซ็นทรัล เวสต์เกต, เชียงใหม่, ขอนแก่น, พัทยา และ หาดใหญ่ รวมถึงกิจกรรม “วันไหล” ใน 7 จังหวัด เพื่อยืดระยะเวลาท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค
ด้านการท่องเที่ยว บริษัทตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้หรือ Short-haul จาก จีน, มาเลเซีย, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และ ไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีทั้งกำลังซื้อและความถี่ในการเดินทางสูง โดยศูนย์การค้าในกลุ่ม Tourist Mall 14 สาขา
อีกแกนสำคัญคือการผลักดัน Soft Power ไทย ผ่านการเชื่อมวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับ Pop Culture โดยร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมใน 39 สาขา ทั้งการแสดงโขน มโนราห์ หุ่นกระบอก การสรงน้ำพระ และก่อเจดีย์ทราย ควบคู่กับคอนเสิร์ตและกิจกรรมสมัยใหม่
บริษัทเตรียมต่อยอดกระแส “ห่มสไบ ใส่ยีนส์” เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้สงกรานต์ไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านการผสมผสานชุดไทยเข้ากับแฟชั่นร่วมสมัย
อย่างไรก็ตาม ดร.ณัฐกิตติ์ยอมรับว่า ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อจิตวิทยาการเดินทางในช่วงครึ่งปีหลัง หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคอาจหันมาใช้บริการศูนย์การค้าใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อเครือข่าย 44 สาขาของบริษัท
ในด้านการบริหาร บริษัทเตรียมลดค่าใช้จ่าย เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายจากกลุ่มลูกค้าหลักและกลุ่มกำลังซื้อสูง พร้อมรณรงค์ให้คนไทยหันมาเที่ยวสงกรานต์ในประเทศมากขึ้น หลังมองว่าคนไทยอาจเดินทางออกต่างประเทศลดลงจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและราคาตั๋วเครื่องบิน
ทั้งนี้ ประเมินว่าเม็ดเงินสะพัดช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศปีนี้จะอยู่ที่ราว 130,000 ล้านบาท โดยจะพยายามรักษาระดับการใช้จ่ายให้ใกล้เคียงปีก่อน มากกว่าคาดหวังการเติบโตแบบก้าวกระโดด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
พร้อมทั้งมองว่า การยกระดับสงกรานต์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางการตลาด แต่เป็นการสร้าง “Songkran Ecosystem” ที่เชื่อมโยงผู้คน เมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้สงกรานต์ไทยกลายเป็นเทศกาลระดับโลกที่ “ทั่วโลกต้องเดินทางมา” ในระยะยาว






