KEY
POINTS
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร และ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ บีเจซี กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากนโยบายภาครัฐอย่างคนละครึ่งหรือนโยบายกระคุ้นการจับจ่ายตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบัน อาจจะช่วยหมุนเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง
แต่สถานการณ์ของธุรกินค้าปลีกยังไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ซึ่งหากรัฐบาลมีนโยบายให้โอกาสห้างค้าปลีกทั่วประเทศ จะเป็นหนึ่งกลไกที่ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจของไทยหมุนเร็วขึ้นและมากขึ้น
ขณะเดียวกันในภาพรวมการจับจ่ายใช้สอยของคนไทยอยู่ในช่วงที่พิจารณาซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น มีเพียงแค่ของกินของใช้สำหรับดำรงชีพ ส่วนอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะคนจะเก็บเงินส่วนนี้ไว้ก่อน ดังนั้นเศรษฐกิจในปี 2569 จึงประเมินได้ว่ามีความไม่แน่นอนสูงมาก ตั้งแต่สถานการณ์ของตลาดโลกภาวะสงครามต่างๆ
“สำหรับ Big C ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้และมีเหตุการณ์สงครามชายแดนตั้งแต่ปีที่แล้ว ถือว่าเกิดความเสียหายรวมนับ 100 ล้านบาท มาจนถึงตอนนี้คาดการณ์สถานการณ์ในช่วงต้นปี 2569 น่าจะเติบโตได้ยาก“
ทั้งนี้ สถานการณ์ค้าปลีกในเมืองไทยปี 2569 ถือว่ามีความท้าทายสูงมากใน ต้องมุ่งเน้นในการบริการและปรับภาพลักษณ์ของร้านให้มากขึ้น ทั้งสร้างความเข้มแข็งในด้านการแข่งขัน ซึ่ง Big C จะขยายสาขาเพิ่มอีก 2 สาขาใหญ่ และขยายสาขาเล็กอย่างน้อย 100 สาขา รีโนเวททั้งสาขาใหญ่อละสาขาเล็กอีกประมาณ 300 สาขาทั่วประเทศ โดยจะปิดสาขาที่ไม่คุ้มค่ากับการดำเนินการต่อกับสภาพเสรษฐกิจปัจจุบันประมาณ 6 สาขา
นายอัศวิน กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศไทยยังมีความไม่แน่นอนรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล ค่าเงินบาท การท่องเที่ยว ค่าครองชีพ รวมทั้งสภาพของตลาดหุ้น ส่วนปัจจัยบวกต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป
การเพิ่มสาขาใหญ่แล้วยังเพิ่มสาขาเล็กจะให้ยอดขายของ Big C เติบโตขึ้น และหลังจากนี้ก็จะวางแผนเปิดสาขาใหญ่ในเมืองไทย 2-4 สายาต่อปี โดยตั้งเป้ากาาเติบโตทางด้านอีคอมเมิร์ซขึ้นมากจากปีที่ผ่านมา ซึ่งฐานลูกค้าออฟไลน์ของบิ๊กซีถือว่ายังแข้งแรงพร้อมควบคู่ไปกับออนไลน์ ตอบโจทย์คนช้อปออนไลน์ได้มากขึ้น