thansettakij
เทรนด์ Gen Z ไม่สนเหล้าเบียร์ ฉุดตลาดสุราโลกค้างสต็อก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

เทรนด์ Gen Z ไม่สนเหล้าเบียร์ ฉุดตลาดสุราโลกค้างสต็อก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

27 ม.ค. 2569 | 18:30 น.

อุตสาหกรรมแอลกอฮอล์โลกเผชิญสต็อกส่วนเกินมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์ หลังดีมานด์หดจากพิษเศรษฐกิจและเทรนด์ไม่ดื่ม ขณะตลาดไทยปรับพอร์ตสินค้า รับผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพและกำลังซื้อชะลอ

KEY

POINTS

  • อุตสาหกรรมสุราโลกกำลังเผชิญปัญหาสินค้าคงคลังล้นตลาด คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • สาเหตุหลักเกิดจากเทรนด์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ปัญหานี้ซ้ำเติมจากการที่บริษัทต่างๆ เร่งกำลังการผลิตในช่วงโควิด-19 แต่ความต้องการกลับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการระบาดและจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการสต็อกสินค้าล้นมือ ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลง และปัญหาจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยกำลังปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและการเปลี่ยนแปลงของตลาดภายในประเทศ

ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า สถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์โลก ถูกจับตามองอีกครั้งเมื่อพบว่า 5 บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ของโลก ได้แก่ Diageo, Pernod Ricard, Campari, Brown-Forman และ Rémy Cointreau กำลังเผชิญกับปัญหาสินค้าคงคลังสุราที่มีมูลค่าสูงถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เก็บไว้หลายปีในช่วงที่ความต้องการสุราเพิ่มสูง และการระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการบริโภคลดลงอย่างรวดเร็ว กำลังการผลิตที่มากเกินไปในช่วงปี 2021-2022 ทำให้สต็อกสินค้าล้นเกิน และปัญหานี้ยังทำให้บริษัทเหล่านี้มีภาระด้านการจัดเก็บและการระบายสต็อก

หากวิเคราะห์เจาะลึกจะพบว่า เหตุผลหลักที่ทำให้สต็อกเพิ่มคือ ความต้องการดื่มสุราทั่วโลกหดตัว โดยเฉพาะในตลาดหลัก เช่น ยุโรป อเมริกา และจีน จากปัจจัยต่างๆ เช่น ผู้บริโภครุ่นใหม่ Gen Z และมิลเลนเนียลหันมามองสุขภาพมากขึ้น ทำให้ “การไม่ดื่ม” กลายเป็นเทรนด์ชีวิตที่นิยม รวมถึงราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคสะดุดการซื้อสุราราคาแพง เป็นต้น

 

เทรนด์ Gen Z ไม่สนเหล้าเบียร์ ฉุดตลาดสุราโลกค้างสต็อก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้สต็อกสุราที่มีปริมาณมากยังทำให้ต้นทุน การเก็บรักษาและการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ อัตราส่วนหนี้ต่อกำไร (leverage) ของบริษัทใหญ่ๆ สูงขึ้นมากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ นักวิเคราะห์เตือนว่าภาระหนี้ที่โตขึ้นมีความเสี่ยงต่อเงินทุนของบริษัท

"ในช่วงการระบาดของโควิด‑19 ยอดดื่มแอลกอฮอล์ในบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้บริษัทต่างๆ ขยายกำลังผลิตล่วงหน้า เพื่อรองรับความต้องการนี้ แต่เมื่อวิถีชีวิตกลับสู่ปกติหลังโควิด ความต้องการก็ไม่ได้กลับมาสูงอย่างที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ปัจจุบันเกิด สินค้าล้นคลังจำนวนมหาศาล"

ขณะที่การแข่งขันด้วยกลยุทธ์ "ลดราคา" (price war) เพื่อระบายสต็อก แม้ว่าจะทำให้กำไรลดลง สต็อกที่สูงมากบางรายเกือบเท่ากับมูลค่าตลาดของตัวเอง ทำให้มีความเสี่ยงด้านการเงินเพิ่มขึ้น การตัดสินใจลดการผลิตแบบกะทันหันก็มีความเสี่ยง เพราะอุตสาหกรรมสุรามักต้องใช้เวลาบ่มนาน หากระดับสต็อกลดลงเร็วเกินไป อาจไม่พอผลิตเมื่อตลาดฟื้นตัว

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลคือ ปัจจัยทางอุปสงค์ยังมีแรงกดดันจาก การค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อบริษัทต่างชาติอย่าง Diageo และ Pernod Ricard และส่งผลต่อราคาขายและปริมาณการนำเข้าอีกด้วย

 

เทรนด์ Gen Z ไม่สนเหล้าเบียร์ ฉุดตลาดสุราโลกค้างสต็อก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดีผลกระทบที่เกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย พบว่า ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีความหลากหลาย โดยสัดส่วนการบริโภคสุรา เบียร์ และไวน์แสดงให้เห็นว่าตลาดสุรามีความสำคัญแต่ก็ไม่ได้ขยายตัวสูงอย่างเบียร์เสมอไป โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจซบเซา ราคาสินค้าที่สูงอาจทำให้ผู้บริโภคเลือกเครื่องดื่มที่ถูกกว่า หรือลดปริมาณการบริโภค

โดยเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ไม่กระเตื้อง เช่น คนไทยเลือกใช้จ่ายเพื่อลดหนี้สินมากกว่าเพื่อความบันเทิง ส่งผลให้ ยอดขายสุราไม่เติบโตเท่าที่คาด แม้ในช่วงเทศกาล รวมทั้งยังพบว่า ผู้บริโภคระดับกลาง–ล่างอาจเลือกเครื่องดื่มที่มีราคาถูกกว่า หรือผู้บริโภคบางกลุ่มอาจเปลี่ยนไปบริโภคผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น เช่น ไวน์หรือเครื่องดื่มไร้/แอลกอฮอล์ต่ำมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจต้องมอง โอกาสการตลาดใหม่ๆ เช่น การสร้างคราฟ์ท หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ หรือการปรับพอร์ตผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ หรือสร้างสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาจเปิดช่องทางรายได้ใหม่ได้

ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าตลาดเครื่องดื่มแอกลอฮอล์ในไทยไทยและภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นตลาดใหญ่สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงแนวโน้มตลาดคราฟต์เบียร์หรือสินค้าเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความนิยม ซึ่งอาจเป็นโอกาสเติบโตระยะยาว

ทั้งนี้จะพบว่า แม้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่หันไปใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ยังมีโอกาสในการเติบโตในบางเซ็กเมนต์ เช่น การผลิตเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำหรือไม่มีแอลกอฮอล์ และการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เน้นการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายตลาดในเอเชียจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตต่อไป