
อีฟแอนด์บอย รุกตลาดบิวตี้ 2.8 แสนล้าน ปูพรม 25 สาขาใหม่ ดันรายได้หมื่นล้านใน 3 ปี
อีฟแอนด์บอย เติบโตถึง 40% กวาดรายได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าภาพรวมตลาดความงามไทยอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้าขยายอาณาจักรความงามครั้งใหญ่ในปี 2568 ด้วยการลงทุนกว่า 600 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่ 25 แห่ง ตอกย้ำศักยภาพตลาดบิวตี้ไทยที่ยังเติบโตได้อีกมหาศาล
ปี 2567 ตลาดความงามไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.81 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 10.4% ปัจจัยเกื้อหนุนที่ทำให้มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องมาจากช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ซที่ยังโตแรง รวมถึงความนิยมของเครื่องสำอางแบรนด์ไทยโดยเฉพาะกลุ่มสินค้า SMEs ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ
นายหิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด (EVEANDBOY) เปิดเผยว่า ด้านภาพรวมธุรกิจในปี 2567 ที่ผ่านมา พบว่า มีการเติบโตมากถึง 40% เป็นมูลค่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนเติบโตมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มเครื่องสำอาง (MAKEUP) โตมากถึง 45% ตามมาด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (SKINCARE) 40% กลุ่มน้ำหอม (FRAGRANCE) 35% และกลุ่มอื่น ๆ ก็ยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในปี 2568 ตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% และไตรมาสแรกของปี 2568
สำหรับภาพรวมของ อีฟแอนด์บอย ในปี 2567 คุณหิรัญระบุว่า "เราเติบโตอยู่ที่ 40% ยอดขายปิดไปที่ 7,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าภาพรวมตลาดความงามของประเทศไทยที่เติบโตประมาณ 10.4% ด้วยมูลค่ารวม 2.8 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา และสำหรับปี 2568 อีฟแอนด์บอย ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 30% ตั้งเป้า 3 ปี รายได้หมื่นล้าน
เมื่อถามถึงสถานการณ์ตลาดบิวตี้ในประเทศไทยปีนี้ นายหิรัญมองว่า "เป็นอีกปีที่ดีสำหรับธุรกิจความงาม หลายแบรนด์ประกาศผลประกอบการที่เติบโตอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไฮเอนด์หรือแบรนด์ไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้น ทำให้ตลาดโดยรวมใหญ่ขึ้นมาก หากเทียบกับเกาหลีหรือญี่ปุ่น ตลาดเรายังเล็กกว่าถึง 4 เท่า ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเติบโตอีกมากมาย"
5 ปัจจัยหลัก สู่ Beauty Store อันดับ 1 ของไทย
นายหิรัญ ชี้แจงถึงปัจจัยที่ทำให้ อีฟแอนด์บอย ยังคงรักษาความเป็น Beauty Store อันดับ 1 ของประเทศไทยไว้ได้ โดยสรุปเป็น 5 ข้อหลัก ดังนี้
- Variety ที่หลากหลายและขนาดร้านใหญ่ที่สุด: อีฟแอนด์บอย มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ราคา 9 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นบาท และมีขนาดร้านที่ใหญ่ที่สุดเฉลี่ย 2,000 ตร.ม. (สำหรับแฟล็กชิปสโตร์) ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อและเปรียบเทียบสินค้าได้ครบจบในที่เดียว
- ราคาที่ดีที่สุด: อีฟแอนด์บอย มุ่งมั่นนำเสนอโปรโมชั่นและราคาที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
- Exclusive Brand และ Exclusive Product: การนำเข้าแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ อีฟแอนด์บอย เท่านั้น เช่น Kylie Cosmetics, TIRTIR (คุชชั่นอันดับ 1 ในอเมริกา), Lilybyred (เมคอัพดังจากเกาหลี), Adidas (น้ำหอม), Cansel Cosmetics (กันแดดอันดับ 1 ในออสเตรเลีย) รวมถึงการทำ Collaboration กับแบรนด์ดังต่างๆ อาทิ Karma Kamet (แปรงสีฟันสีชมพู), Rojukiss (มาสก์หน้าสูตรพิเศษ), ศรีจันทร์ (ดินสอเขียนคิ้วสีพิเศษ) และ 4U2 (ลิปสติกสี Eveandboy)
- บริการที่แตกต่าง: อีฟแอนด์บอย มีบริการเสริมที่แตกต่างจากคู่แข่ง เช่น บริการทำคิ้วจาก Benefit หรือการสอนแต่งหน้าจากแบรนด์ดังอย่าง MAC และ Bobbi Brown
- ของแท้ 100%: อีฟแอนด์บอย เป็น Official Partner กับทุกแบรนด์ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อจาก อีฟแอนด์บอย ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นของแท้แน่นอน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในยุคที่สินค้าปลอมระบาดหนัก
กลยุทธ์การตลาดปี 2568: ขยายสาขา-เสริมออนไลน์-ชู Loyalty Program
นายหิรัญ เผยถึงกลยุทธ์การตลาดของ อีฟแอนด์บอย ในปีนี้ว่า "เรายังคงใช้วิธีที่เราถนัดและแข็งแกร่งเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Exclusive Brand และ Exclusive Product รวมถึงการขยายสาขาใหม่ๆ ไปในจังหวัดที่ยังไม่มีสาขา" โดยในปีนี้ อีฟแอนด์บอย มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 25 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งจะเป็นการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสิ้นปีจะมีสาขารวม 65 แห่ง
"เราจะมีการ Re-launch แอปพลิเคชัน อีฟแอนด์บอยอีกครั้ง เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า" นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพื่อขยายฐานสมาชิก อีฟแอนด์บอย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2.7 ล้านคน โดยตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกอีก 40% และมอบสิทธิประโยชน์มากมายผ่านแอปพลิเคชันใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่กลางปีนี้
ตลาดบิวตี้ไทยยังเล็ก...โอกาสเติบโตอีกมหาศาล
เมื่อถามถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ นายหิรัญแสดงความมั่นใจว่า "คนยังให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง บิวตี้เป็นสิ่งที่ผูกติดกับชีวิตคนอยู่แล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนก็ยังรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับตัวเอง มันเป็นธุรกิจที่มี Growth ค่อนข้างเยอะ และขนาดของตลาดความงามในไทยยังเล็กมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้เรามี Room ในการเติบโตได้อีกมาก"
นอกจากนี้ยังเผยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปว่า "ลูกค้าเปลี่ยนคือเขาเบื่อง่ายขึ้น สมมติแบรนด์หนึ่งเคยอยู่ได้ 6 เดือน วันนี้จะอยู่ได้แค่ 3 เดือน ทุกคนต้องไว แบรนด์ก็ต้องไว เราเองก็ต้องไวในการหาแบรนด์ใหม่ๆ มาตอบสนองลูกค้า" นอกจากหมวดหมู่หลักอย่างสกินแคร์, เมคอัพ, และน้ำหอม EVEANDBOY ยังเห็นการเติบโตสูงในกลุ่มแฟชั่นเล็กๆ อย่าง Bra accessories, แผ่นปิดจุก, หรือกลุ่มสกินแคร์อย่าง Toner Pad (โทนเนอร์แบบแผ่นกลมๆ)
แม้ปัจจุบัน อีฟแอนด์บอย จะมีสัดส่วนยอดขายออนไลน์ประมาณ 10% และออฟไลน์ 90% คุณหิรัญเชื่อมั่นว่า "ยังไงก็ตามธุรกิจนี้ลูกค้าต้องมาเจอ ต้องมาลอง เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะล้ำแค่ไหน AI ช่วยเลือกสีได้ แต่ AI ช่วยเลือก Texture หรือเฉดสีที่เข้ากับสภาพผิวของแต่ละคนไม่ได้ ลูกค้าจึงจำเป็นต้องมาลองสินค้าจริง" โดยลูกค้ารายได้หลักของ EVEANDBOY ยังคงเป็นคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มองเป็นโอกาสที่จะดึงดูดลูกค้าต่างชาติในสาขาที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว







