thansettakij
thansettakij
โจทย์รัฐบาลใหม่ ไทยก้าวสู่ Super-Aged Society เร็วเกินคาด

โจทย์รัฐบาลใหม่ ไทยก้าวสู่ Super-Aged Society เร็วเกินคาด

24 เม.ย. 66 | 09:40 น.
อัปเดตล่าสุด :24 เม.ย. 66 | 13:53 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไทยจะก้าวเป็นสังคมสูงอายุขั้นสุดยอดหรือ Super-Aged Society เร็วขึ้นกว่าเดิม หลังจำนวนประชากรไทยและอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง หวั่นกระทบรายได้ภาคธุรกิจ และเป็นโจทย์ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องจัดการเร่งด่วน

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น จีน ที่สูญเสียตําแหน่งจํานวนประชากรที่มากที่สุดในโลกให้กับอินเดีย เนื่องจากเผชิญการลดลงของจํานวนประชากรเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ทศวรรษ จากการลดลงของอัตราการเกิดและภาวะการเจริญ พันธุ์ (Fertility Rate) อย่างมีนัยสําคัญแม้จะผ่อนปรนมาใช้นโยบายลูกคนที่สามตั้งแต่ปี 2564 ก็ตาม 

 

ส่วนญี่ปุ่น ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจํานวนประชากรที่ลดลงและความเป็นสังคมสูงอายุเรื้อรังอาจรุนแรงจนกระทั่งญี่ปุ่น และทางการเตรียมเพิ่มอายุเกษียณของข้าราชการพลเรือนจาก 60 ปีเป็น 61 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศที่อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงมาต่ำที่สุดแซงหน้าทุกประเทศ แม้กระทั่งญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อยู่ระหว่างการปฏิรูประบบบํานาญจนนํามาสู่เหตุประท้วงใหญ่ 

 

สําหรับไทยนั้นมีประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จะเป็นโจทย์สําคัญที่ภาคธุรกิจและรัฐบาล ชุดใหม่ต้องเร่งจัดการ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุขั้นสุดยอดหรือ Super-Aged Society ในปี 2572 เร็วขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2574 เนื่องจาก

1.ประชากรไทยมีจํานวนลดลงตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเร็วขึ้นถึง 9 ปีเมื่อเทียบกับที่เดิมเคยคาดกันว่าจะ เริ่มลดลงในปี 2572 และจํานวนที่ลดลงนี้เกิดขึ้นติดต่อกันแล้ว 3 ปีในช่วงปี 2563-2565 โดยจํานวน ผู้เสียชีวิตเริ่มแซงหน้าจํานวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2564-2565 ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการระบาดของโควิด

 

2. อัตราการเกิดและภาวะการเจริญพันธุ์ของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอัตราการเกิด อยู่ที่เพียง 0.76% ส่วนภาวะการเจริญพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 1.33 ขณะที่ ประชากรรุ่น Baby Boomer (เกิด ช่วงปี 2506-2526) ราว 1 ล้านคน กําลังจะเข้าสู่ช่วงอายุ 60 ปีเป็นจํานวนมากในปี 2566 นี้

3. การปรับเพิ่มอัตราการเกิดและภาวะเจริญพันธุ์อาจไม่ง่าย ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่แน่นอนสูงประชาชนมีความกังวลต่อความไม่มั่นคงด้านรายได้ในยุคค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อเหตุการณ์แวดล้อมทั้งการเกิดวิกฤตโรคระบาดใหม่ ภัยธรรมชาติ วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ทําให้เกิดค่านิยมที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการมีบุตร



 

ขณะที่อัตราการเกิดและภาวะเจริญพันธุ์มีแนวโน้มลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบแรงให้ไทยก้าวสู่ขณะที่การปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มจํานวนประชากรเป็นเรื่องที่ยากและอาจกระทบรายได้สุทธิของภาคธุรกิจรวมทั้งรูปแบบการนําเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ ให้จําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไป

 

โดยผู้ประกอบการอาจต้องเล็งตลาดที่กว้างกว่าระดับใน ประเทศ ควบคู่กับการปรับทักษะแรงงานและใช้เทคโนโลยี ซึ่งผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วและมองอย่างครบด้าน มีโอกาสสร้างรายได้สุทธิให้เติบโต ไม่เพียงภาคธุรกิจ ประเด็นนี้คงเป็นโจทย์สําคัญที่รอการจัดการของรัฐบาล ชุดใหม่เช่นกัน เนื่องจากจะมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ รวมถึงแผนงานด้านสวัสดิการต่างๆ ในช่วงข้างหน้า