
ดีเดย์ 1 ม.ค.68 ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แตะ 400 บาท/วัน ของขวัญปีใหม่แรงงาน
ดีเดย์ 1 ม.ค.2568 ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ ให้กับแรงงานทั่วประเทศ 17 อัตรา ตั้งแต่ขึ้น 7-55 บาท แตะ 400 บาท/วัน เป็นของขวัญปีใหม่ เช็คตัวเลขรายจังหวัดอีกครั้งปรับขึ้นมากแค่ไหน
วันนี้ (1 มกราคม 2568) นับเป็นวันแรกที่มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ให้กับแรงงานทั่วประเทศ ภายหลัง ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ซึ่งมีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อใช้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคน ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบใหม่ ประกอบด้วย 17 อัตราทั่วประเทศ โดยค่าจ้างใหม่อยู่ระหว่าง 337 – 400 บาทต่อวัน ปรับขึ้นต่ำสุด 7 บาทจนไปถึงสูงสุด 55 บาท หรือเฉลี่ย 2.9%
คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ในการประชุม เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ระบุถึงเหตุผลของการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ว่า ได้พิจารณาภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคม 2567 ปรับดีขึ้นจากรายรับภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนส่วนหนึ่งได้รับผลดีจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ในประเทศและการส่งออก และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 ก็คาดว่าจะขยายตัว 2.8%
ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในการครองชีพของลูกจ้างในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 พบว่า ราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เกือบทุกรายการมีราคาสูงขึ้น ได้ส่งผลให้ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานลดลง
ดังนั้น เพื่อรักษาอำนาจซื้อของแรงงานทั่วไปที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในแต่ละวันอย่างมีคุณภาพ คณะกรรมการค่าจ้าง จึงได้มีมติให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตรา 7 - 55 บาท เป็นอัตราวันละ 337 – 400 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ 2568
สำหรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ หรือ ค่าแรงขั้นต่ำ 17 อัตราทั่วประเทศ มีดังนี้
- วันละ 400 บาทในท้องที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ภูเก็ต ระยอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เฉพาะ อ.เกาะสมุย
- วันละ 380 บาทในท้องที่ จ.เชียงใหม่ เฉพาะ อ.เมืองเชียงใหม่ และ จ.สงขลา เฉพาะ อ.หาดใหญ่
- วันละ 372 บาทในท้องที่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
- วันละ 359 บาทในท้องที่ จ.นครราชสีมา
- วันละ 358 บาทในท้องที่ จ.สมุทรสงคราม
- วันละ 357 บาทในท้องที่ จ.ขอนแก่น เชียงใหม่ ยกเว้น อ.เมืองเชียงใหม่ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี
- วันละ 356 บาทในท้องที่ จ.ลพบุรี
- วันละ 355 บาทในท้องที่ จ.นครนายก สุพรรณบุรี และหนองคาย
- วันละ 354 บาทในท้องที่ จ.กระบี่ และตราด
- วันละ 352 บาทในท้องที่ จ.กาญจนบุรี จันทบุรี เชียงราย ตาก นครพนม บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา พิษณุโลก มุกดาหาร สกลนคร สงขลา ยกเว้น อำเภอหาดใหญ่ สระแก้ว สุราษฎร์ธานี ยกเว้น อ.เกาะสมุย และอุบลราชธานี
- วันละ 351 บาทในท้องที่ จ.ชุมพร เพชรบุรี และสุรินทร์
- วันละ 350 บาทในท้องที่ จ.นครสวรรค์ ยโสธร และลำพูน
- วันละ 349 บาทในท้องที่ จ.กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช บึงกาฬ เพชรบูรณ์ และร้อยเอ็ด
- วันละ 348 บาทในท้องที่ จ.ชัยนาท ชัยภูมิ พัทลุง สิงห์บุรี และอ่างทอง
- วันละ 347 บาทในท้องที่ จ.กำแพงเพชร พิจิตร มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง เลย ศรีสะเกษ สตูล สุโขทัย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี
- วันละ 345 บาทในท้องที่ จ.ตรัง น่าน พะเยา และแพร่
- วันละ 337 บาทในท้องที่ จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา
มุมมองนายจ้างหลังปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ยอมรับถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำรอบนี้ว่า หากเป็นนายจ้างอาจบอกว่าพอรับได้ โดยเฉพาะกทม.และจังหวัดปริมณฑลที่เป็นแหล่งจ้างงานใหญ่สุดค่าจ้างเพิ่มขึ้นวันละ 9 บาทคิดเป็น 2.48% ขณะที่ 67 จังหวัดที่ค่าจ้างต่ำสุดอยู่ที่ 337 บาทและสูงสุด 359 บาท
โดยเฉลี่ยการปรับใช้อัตราที่รอมชอมกันคือปรับเพิ่มเฉลี่ย 2% ทำให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นวันละ 7 บาท หรือเดือนละไม่เกิน 210 บาท คงเพิ่มต้นทุนบ้าง แต่คงไม่ถึงกับมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือทำให้ข้าวของ-สินค้าขึ้นราคา
ส่วนจังหวัดที่ปรับ 400 บาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจทั้งด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม ซึ่งค่าจ้างอยู่ในอัตราที่สูงอยู่ก่อนหน้าแล้ว เนื่องจากค่าครองชีพสูงและแรงงานหายาก
แต่ยอมรับว่า กลุ่มที่ต้องปรับตัวมากหน่อย คือสถานประกอบการที่อยู่อำเภอหาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหรืองานที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปสินค้าประมงจากทะเล อุตสาหกรรมยางพารา และแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อการส่งออก
"อุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้แรงงานมากและมีมาร์จินค่อนข้างต่ำ หากปรับค่าจ้างรวดเดียววันละ 35 บาท หรือเดือนละประมาณ 1,050 บาทต่อคน คงได้รับผลกระทบ" ดร.ธนิต ระบุ





