
ชงครม.ไฟเขียว “ตั๋วร่วม” รับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
“สนข.” เดินหน้าชงครม.เคาะ ร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วม เตรียมถกเอกชนเจรจาชดเชยรายได้ ตั้งเป้ามีผลบังคับใช้ภายใน ก.ย.68 รับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ลุยจ้างที่ปรึกษาฯศึกษาคลอดกฎหมายลูก 17 ฉบับ หลังได้รับงบปี 68 วงเงิน 35 ล้านบาท
นโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสายของกระทรวงคมนาคม ทำให้ “สนข.” เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ตั๋วร่วม ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งจะทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนจากผู้ให้บริการต่างระบบ
นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการศึกษาจัดทำแผนการกำกับการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ที่ผ่านมาสนข.ได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. ....
ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้เสนอร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว ซึ่งสำนักเลขานายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างสอบถามความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมก่อนนำเสนอเข้าครม.เห็นชอบต่อไป
ทั้งนี้ตามขั้นตอนจะต้องนำร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ เสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวภายในกันยายน 2568 ซึ่งสอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทสูงสุดตลอดสาย
ขณะเดียวกันในปีงบประมาณ 2568 สนข.ได้รับจัดสรรงบประมาณ วงเงิน 35 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษา 24 เดือน หรือ 2 ปี เพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาการจัดทำกฎหมายลูก จำนวน 17 ฉบับ ให้แล้วเสร็จก่อนเดือนกันยายน 2568 ในการรองรับร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ
ส่วนการจัดทำกฎหมายลูกของระบบตั๋วร่วม จำนวน 17 ฉบับ นั้น มีสาระสำคัญ โดยมุ่งเน้นการจัดมาตรฐานของบัตรโดยสารที่ครอบคลุมการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ เช่น ระบบราง การโดยสารทางเรือ
ตลอดจนรถโดยสารสาธารณะ ,อัตราค่าโดยสารร่วม,เทคโนโลยีการอ่านบัตรโดยสาร,การแก้ปัญหาระบบรถไฟฟ้าข้ามสาย,การจัดเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนที่เข้าร่วมระบบดังกล่าว
นายปัญญา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาการเดินหน้าระบบตั๋วร่วมไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดการบังคับใช้ของกฎหมาย โดยสนข.ได้เร่งรัดพ.ร.บ.ตั๋วร่วม เป็นหลักก่อน เพื่อรองรับให้โอเปอเรเตอร์แต่ละรายสามารถเข้าสู่ระบบเดียวกันได้
เบื้องต้นสนข.จะใช้ระบบเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปแทนระบบเดิมที่เคยศึกษาไว้ เนื่องจากระบบเดิมเป็นเทคโนโลยีที่นานและล้าสมัยแล้ว
“การใช้ระบบตั๋วร่วม ไม่ได้หมายความว่าเป็นการใช้บัตรเพียงใบเดียว แต่เป็นการนำเทคโนโลยีร่วมกันมาใช้ในระบบเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บัตรแรบบิทและบัตร MRT ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนบัตรโดยสาร” นายปัญญา กล่าว
ขณะเดียวกันนโยบายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสายนั้น จะใช้อัตราค่าโดยสารร่วม ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะมีการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมเพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน ส่วนสัญญารถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีการลงนามสัญญาแล้วจำเป็นต้องหารือร่วมกับเอกชน หากอัตราค่าโดยสารถูกลง ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยประมาณการไว้
จากการศึกษาของกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ระบุว่า ในช่วง 4-5 ปีแรก ต้องมีการชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนที่เข้าร่วมนโยบายค่าโดยสารสูงสุด 20 บาทตลอดสายก่อน จากนั้นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารจะสามารถชดเชยได้ด้วยตนเอง โดยที่ภาครัฐไม่ต้องชดเชยรายได้ให้แก่เอกชนอีก
“ยืนยันว่าก่อนที่ร่างพ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ มีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2568 นั้นจะต้องมีการเจรจาร่วมกับเอกชนผู้ที่ได้รับสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งเป็นการชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปให้สอดรับกับนโยบายรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย” นายปัญญา กล่าว
สำหรับร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. .... ประกอบด้วย 7 หมวด และบทเฉพาะกาล (45 มาตรา) ดังนี้ การกำหนดคำนิยาม (มาตรา 1 - 4) หมวด 1 คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (มาตรา 5 - 13) หมวด 2 การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (มาตรา 14 - 23)
หมวด 3 การดำเนินงานในการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม (มาตรา 24) หมวด 4 อัตราค่าโดยสารร่วม (มาตรา 25 - 28) หมวด 5 กองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม (มาตรา 29 - 34) หมวด 6 การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต (มาตรา 35 - 36) หมวด 7 โทษทางปกครอง (มาตรา 37 - 40) บทเฉพาะกาล (มาตรา 41 - 45)






