
“คุยกับเศรษฐา” ตอนแรก นายกฯ ยันเยือน 15 ประเทศ ดึงลงทุนหลายแสนล้าน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คุยกับเศรษฐา” ตอนแรก ยอมรับเดินทางไปต่างประเทศ 15 ครั้ง หวังดึงดูดการลงทุนเข้ามาในไทย แต่ละครั้งเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน เชื่อช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่คนไทยคนไทยดีขึ้น
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในรายการ “คุยกับเศรษฐา” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย วันนี้ (22 มิถุนายน 2567) ถึงการเดินทางไปต่างประเทศ ว่า ได้เดินทางไปมาแล้ว 15 ครั้ง กว่าครึ่งเป็นการเดินทางที่จำเป็น เป็นเรื่องของการไปอาเซียน-ญี่ปุ่น การไปแนะนำตัว หรือว่าไปจีน หรือว่าไปกัมพูชา ไปสิงคโปร์ ไปมาเลเซีย ไปออสเตรเลีย เ ซึ่งจะไม่ไปนั้นไม่ได้ หรือการไปศรีลังกา มีการเซ็นสัญญา FTA ซึ่งรัฐบาลเดิมทำไว้แล้ว ก็ไปเป็นเกียรติ ไปงานลงนาม ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“ต้องยอมรับว่าในรัฐบาลก่อน เรื่องของลำดับความสำคัญของเขา อาจจะทำเรื่องอื่นที่เขาเห็นความสำคัญมากกว่า แต่ตอนนี้มาถึงตรงนี้ เรื่องการค้าระหว่างประเทศ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้การลงทุนข้ามชาติมาที่ไทยเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราไม่ไปเชื้อเชิญและไปบอกเขาว่าประเทศไทยเปิดแล้ว ไม่มีเวลาไหนที่จะดีเท่าเวลานี้ที่มาลงทุนที่ประเทศไทย แล้วการลงทุนกลับมาแต่ละครั้งเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่เกิดขึ้น อาจจะอยู่ขั้นตอนการพิจารณา” นายกฯ ระบุ
นายกฯ ยอมรับว่า การลงทุนบางอย่างอาจจะเกิด บางโครงการเกิดแน่ ๆ หรือบาองโครงการก็ไม่แน่ว่าจะเกิด หรือบางโครงการไม่เกิดก็มี แต่ว่าการทำงานของรัฐบาลต้องทำทั้งหมดทุกประเทศ ต้องไปทุกบริษัทที่มีศักยภาพมาลงทุนในประเทศไทยได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรี
ส่วนจุดยืนการทูตของไทยว่า เราไม่เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศไหน การเดินทางไปต่างประเทศมาจากการลงทุน จาก EU หรือจากออสเตรเลีย หรือจากจีน หรือจากสหรัฐอเมริกา ทุกประเทศอยากมาลงทุนประเทศไทย ถึงแม้จะมีคู่ขัดแย้งกันเองก็ตามที เพราะเขามั่นใจว่าประเทศไทยจะให้ความเป็นธรรมกับทุก ๆ ฝ่าย ถ้าเกิดมีปัญหาเกิดขึ้น ฐานผลิตของเขา Supply chain ของเขาไม่ถูกขัด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และทุกคนก็ให้ความมั่นใจกับประเทศไทย
ทั้งนี้เชื่อว่าการเดินทางไปต่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งนำมาซึ่งความมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย จากการลงทุนที่ต่างชาติเขาจะมาขยายการลงทุนที่ประเทศไทย แต่ว่าทุก ๆ อย่างใช้เวลา อย่างเช่น เราจะเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมที่มีกำไรน้อยไปสู่อุตสาหกรรมกำไรสูง ไม่ได้สร้างได้ภายในวันเดียว ต้องมีวิธีการหลาย ๆ อย่าง
โดยเร็ว ๆ นี้ จะประชุมกับรัฐมนตรีกระทรวง อว. เรื่องของการที่เราจะต้องยกระดับ Skillsets ของ Worker ไทย เรื่องของการที่สถาบันอุดมศึกษาของไทยมี Arrangement กับบริษัทยักษ์ใหญ่ มี Training program แทนที่จะเทรนกันแค่สามเดือน เขาขอร้องให้ อว. ออกมาเลย เทรนมาเลยเก้าเดือน ปีหนึ่ง แล้วก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Curriculum ด้วย
ด้านการลงพื้นที่ตรวจราชการในหลาย ๆ พื้นที่นั้น นายกฯ ยอมรับว่า การไปตรวจราชการตามสถานที่ต่าง ๆ และนโยบาย Aviation Hub เป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมผลักดันการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิหลังจากได้เปิดโซนหนึ่ง และโซนสองไปแล้ว และการดำเนินการรันเวย์สามจะเสร็จสิ้นเร็ว ๆ นี้
ขณะที่เรื่องของการท่องเที่ยว นายกฯ ระบุว่า ถือเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาล และจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มเข้ามาอย่างมโหฬาร ซึ่งการเดินทางก้าวแรกที่เขาเข้ามาเหยียบแผ่นดินไทยเขาต้องมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจคนเข้าเมือง ต้องไม่เข้าคิวนาน เรื่องกระเป๋า เรื่องแท็กซี่ที่มารับ
นายกฯ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาตอนเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชน กับตอนเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ต่างกัน สภาพแวดล้อมต่างกันพอสมควรเหมือนกัน ในส่วนภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจก็แตกต่างกันออกไป ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐบาลก็มีเยอะกว่า เพราะฉะนั้นต้องดูให้ครบทุกหมู่เหล่าจริง ๆ เรื่องของความระมัดระวัง ทางด้านขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำงาน ก็มีกลไกทางราชการ ซึ่งเราต้องเคารพ มีองค์กรอิสระตรวจสอบก็มาก
“เราต้องมั่นใจว่า ทุกอย่าง ทุกการกระทำของเราถูกต้อง เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ก็มามองว่าความเดือดร้อนไม่คอยท่า ต้องการการบริหารจัดการออกไป แต่ระหว่างทาง ก่อนที่จะมีอะไร ก็อาจจะมีมาตรการระยะสั้น หรือชั่วคราว ที่พยุงปัญหาไปได้บ้าง บางทีปัญหาก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยอะไรที่รวดเร็วทันใจอย่างเดียว ซึ่งมีหลายขั้นตอน เพราะเป็นระบบราชการ ซึ่งถ้าเรามาอยู่ตรงนี้เราก็ต้องยอมรับตรงนี้”
นายกฯ กล่าวถึงการปูพื้นฐานอีก 3 ปีจากนี้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรว่า จริง ๆ แล้วประเทศไทย เหมือนกับเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก เหมือนรถที่ยังไม่วิ่งเต็มสูบ เหมือน Ferrari 12 สูบ แต่วิ่งอยู่แค่ 6 - 7 สูบเท่านั้น แล้ว 6 - 7 สูบเราก็เดินหน้ากันเต็มที่ แต่เราก็ต้องค่อย ๆ ทำกันไป เพราะอย่างที่บอกมีหลายเรื่อง ไม่ใช่ทำเองได้ ตัดสินใจภายในคนเดียวได้ มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาล มีฝ่ายตรวจสอบ มีทั้งรัฐสภา มีทั้งข้าราชการ มีทั้งเอ็นจีโอ
โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มต้นทำการค้นคว้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับประชาชน ว่านี่คือเรื่องที่เรากำลังดูอยู่ และก็มีหลาย ๆ เรื่อง เช่น Entertainment complex ซึ่งเป็นธุรกิจสีเทาดำ อยู่ใต้ดินเป็นล้านล้าน เราจะยอมให้มีธุรกิจแบบนี้อยู่ต่อไปหรือ หรือเราจะยกมาบนดิน ก็ยอมรับไปแล้วก็เก็บภาษีให้ถูกต้อง และควบคุมด้วยความประพฤติ ควบคุมเรื่องอาชญากรรมได้ ตนเองคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ ประเทศอื่นเขาก็มีแล้ว






