
“ฟิลิปปินส์” GDP ไตรมาสแรกปี 67 ขยายตัว 5.7% สูงสุดในอาเซียน
สํานักงานส่งเสริมการค้าฯ กระทรวงพาณิชย์ รายงาน GDP ประเทศฟิลิปปินส์ ไตรมาสแรกปี 67 ขยายตัว 5.7% ขยายตัวสูงสุดในอาเซียน ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่ารวม 1.48 แสนล้านเปโซ ลดลง 63.6% เทียบช่วงเดียวกันปี 66
สํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำเดือนพฤษภาคม 2567 การเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฟิลิปปินส์ ขยายตัวอยู่ที่ 5.7% เพิ่มขึ้นจาก 5.5% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 แต่ลดลงจาก 6.4% ในไตรมาสเดียวกันของปี 2566
โดยภาคส่วนหลักที่มีส่วนร่วมในการเติบโตของ GDP ฟิลิปปินส์ได้แก่ ภาคการเงินและการประกันภัยขยายตัว 10.0% ภาคค้าส่งและค้าปลีก การซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ขยายตัว 6.4% ภาคการผลิตขยายตัว 4.5%
ขณะที่ฟิลิปปินส์ มีภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ภาคเกษตรกรรมป่าไม้และประมงขยายตัว 0.4% ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.1% ภาคการบริการขยายตัว 6.9%
ด้านความต้องการซื้อ พบว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 4.6% การใช้จ่ายของภาครัฐขยายตัว 1.7% การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 7.5% และการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 2.3% สำหรับรายจ่ายเพื่อการสะสมทุนรวมเบื้องต้นขยายตัว 1.3% รายได้ประชาชาติขยายตัว 9.7% และรายได้ปฐมภูมิขยายตัว 57.0%
ขณะที่ภาวะการลงทุนของฟิลิปปินส์ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 มีการลงทุนจากต่างประเทศ มูลค่ารวม 1.48 แสนล้านเปโซ ลดลง 63.6% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 4.08 แสนล้านเปโซ โดยเป็นการลงทุนผ่านหน่วยงาน
ส่งเสริมการลงทุน 5 แห่ง ได้แก่
- Board of Investments (BOI)
- Clark Development Corporation (CDC)
- Cagayan Economic Zone Authority (CEZA)
- Philippine Economic Zone Authority (PEZA)
- Subic Bay Metropolitan Authority (SBMA)
ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 พบว่าเป็นการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ มากที่สุดคิดเป็นมูลค่าการลงทุน 7.01 หมื่นล้านเปโซ หรือคิดเป็นร้อยละ 47.2 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองลงมาได้แก่ เนเธอร์แลนด์มีมูลค่าการลงทุน 3.89 หมื่นล้านเปโซ คิดเป็นร้อยละ 26.2 และเกาหลีใต้ มีมูลค่าการลงทุน 2.02 หมื่นล้านเปโซ คิดเป็นร้อยละ 13.6 สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด
- อุตสาหกรรมไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ไอน้ำ และการปรับอากาศ คิดเป็นร้อยละ 73.6
- อุตสาหกรรม ที่พักและบริการอาหาร ร้อยละ 13.5
- อุตสาหกรรมการผลิต ร้อยละ 8.5 ตามลำดับ
โดยผลจากการลงทุนในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 ก่อให้เกิดการจ้างงาน 23,378 งาน หรือคิดเป็นร้อยละ 84.36 ของการลงทุนจากในประเทศและต่างประเทศทั้งหมด
การนำเข้า-ส่งออกของฟิลิปปินส์
สำหรับสถานการณ์การค้า การส่งออก- นำเข้า ของฟิลิปปินส์ในเดือนมกราคม - เมษายน 2567 โดยการส่งออก มีมูลค่ารวม 24, 191.81 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่าส่งออก 22,074.94 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 9.6%
สินค้าส่งออก 10 อันดับแรกได้แก่
1. สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
2.สินค้าสำเร็จรูป (Other Manufacturer Goods)
3.ผลิตภัณฑ์แร่อื่น ๆ
4.เครื่องจักรและส่วนประกอบยานยนต์
5.ชุดสายไฟจุดระเบิดและชุดสายไฟอื่นๆ
ที่ใช้ในยานพาหนะ เครื่องบิน และเรือสินค้า
6.น้ำมันมะพร้าว
7. สารเคมี
8. แคโทดและส่วนของแคโทด ทำด้วยทองแดงบริสุทธิ์
9. กล้วย (สด)
10. ทองคำ
ด้านการนำเข้าของฟิลิปปินส์ในเดือนมกราคม - เมษายน 2567 มีมูลค่า 40,458.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่า 41,361.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 2.2
สำหรับสินค้านำเข้า 10 อันดับแรกได้แก่
1. สินค้าอิเล็กทรอนิกส์
2. แร่ธาตุเพื่อพลังงานเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น
3. ส่วนประกอบยานยนต์
4. เครื่องจักรอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ
5. ธัญพืช
6. เหล็กและเหล็กกล้า
7. อาหารและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
8. สินค้าเบ็ดเตล็ด
9. พลาสติกปฐมภูมิและไม่ใช่ปฐมภูมิ
10. สินแร่เหล็กและเศษโลหะ
ปัจจัยการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2567
ได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการส่งออกโดยเฉพาะการฟื้นตัวของการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การนำเข้าชะลอลง ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจของฟิลิปปีนส์ในระยะสั้นและระยะกลางจะยังคงเติบโตเชิงบวกแม้ว่าจะมีความเสี่ยงและความท้าทายที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น นโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แนวโน้มการส่งเงินกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์อาจลดลง รวมถึงความกังวลต่อปรากฎการณ์เอลนีโญที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมและการผลิต ส่งผลให้ราคาอาหารสูงขึ้น
การนำเข้า-ส่งออก ระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์
ขณะที่ มูลค่าการค้าระหว่างไทย - ฟิลิปปินส์ ในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน 2567 อยู่ที่ 3,411.30 ล้านดอลลาร์ ลดลง 1.80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่า 3,473.68 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 1.75% ของการค้าไทยไปทั่วโลก
การส่งออกจากไทยไปยังฟิลิปปีนส์ในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน 2567 มีมูลค่า 2,305.52 ล้านดอลลาร์ ลดลง 5.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่า 2,430.44 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 2.45% ของการส่งออกไปทั่วโลก ในขณะเดียวกันไทยมีการนำเข้าจากฟิลิปปีนส์ในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน 2567 มีมูลค่า 1,105.78 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีมูลค่านำเข้า 1,043.24 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 1.10% ของการนำเข้าจากทั่วโลก
สินค้า 5 อันดับที่ไทยส่งออกไปยังฟิลิปนส์ในเดือนมกราคม - เมษายน 2567 พบว่า สินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 678.97 ล้านดอลลาร์ หดตัว 13.38% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 รองลงมาคือ แผงวงจรไฟฟ้า ข้าว เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว และเม็ดพลาสติก ตามลำดับ
การนำเข้าของไทยจากฟิลิปปินส์ เมื่อพิจารณาการนำเข้าสินค้า 5 อันดับของไทยจากฟิลิปปีนส์ในเดือนมกราคม - เมษายน 2567 พบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าสูงสุด 274.25 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 51.59% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 รองลงมา ได้ แก่ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และส่วนประกอบและอุปกรณ์ ยานยนต์ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในไตรมาสแรกของปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 5.7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 5.5 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 และยังต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ร้อยละ 6 - 7 ในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียพบว่า ฟิลิปปีนส์ยังคงเป็นประเทศที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดเหนือกว่าประเทศเวียดนาม ร้อยละ 5.6 จีน ร้อยละ 5.3 อินโดนีเซีย ร้อยละ 5.1 และมาเลเซีย ร้อยละ 3.9
แนวโน้มการส่งออกไทยไปฟิลิปปินส์
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยมายังตลาดฟิลิปปีนส์ ชะลอตัวลง โดยในเดือนมกราคม - เมษายน 256 7 พบว่าการส่งออกสินค้าบางรายการของไทยมาฟิลิปนส์ยังคงสามารถขยายตัวได้ดี นอกจากสินค้าข้าวแล้วยังมีสินค้าที่มีศักยภาพและสามารถขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น ทองแดงและของทำด้วยทองแดง เพิ่มขึ้น 16.83%
อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่มขึ้น 18.56%
สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้น 25.26%
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 38.21% ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เพิ่มขึ้น29.03
ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 17.34
ไก่แปรรูป เพิ่มขึ้น 248.70% เป็นต้น










