ประชาชนภาคใต้เสนอรัฐ ช่วยค่าครองชีพ-ลดค่าใช้จ่าย

04 ธันวาคม 2566

ดัชนีความเชื่อมั่นประชาชนภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพ.ย. 2566 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนต.ค. เสนอรัฐมีนโยบายช่วยค่าครองชีพและลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว หวังเงินดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท"ไม่ใช่หลอกให้อยากแล้วจากไป"

ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่  ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้  ด้านเศรษฐกิจและสังคม  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง  ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤศจิกายน 2566 เปรียบเทียบเดือนตุลาคม 2566 และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนพฤศจิกายน (45.80) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบกับตุลาคม (45.50) และเดือนกันยายน (45.10) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การลดลงของหนี้สิน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ผศ.ดร.วิวัฒน์  กล่าวว่าปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ มาตรการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐที่มีอย่างต่อเนื่อง อาทิ การปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินและดีเซล มาตรการพักหนี้เกษตรกร การควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าและค่าใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ธุรกิจที่ให้บริการทางด้านการท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น อาทิ ธุรกิจที่พักแรม ธุรกิจอาหาร ธุรกิจให้บริการขนส่ง ฯลฯ เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยว ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ มากขึ้น  โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมาก 

ประชาชนภาคใต้เสนอรัฐ  ช่วยค่าครองชีพ-ลดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรง ย่อมส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กต่าง ๆ เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานที่รับค่าแรงขั้นต่ำจำนวนมาก

หากธุรกิจเหล่านี้มีต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลทำให้ต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น อันจะทำให้ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายปรับค่าแรงแบบทยอยปรับขึ้นก็ตาม แต่ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับขึ้นตามค่าแรงที่มีการปรับขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
        
จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความกังวล ความคาดหวัง และความต้องการของประชาชน มีดังนี้  

1. ประชาชนที่เป็นพนักงานเอกชนมองว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเริ่มทยอยปรับขึ้นตามไปด้วย และหากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอีก โดยการปรับขึ้นค่าแรงทุกครั้ง ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับขึ้นตามเช่นกัน 
         

ทั้งนี้ประชาชนที่เป็นพนักงานเอกชนจำนวนมากที่จบปริญญาตรีและมีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 12,000 บาท และไม่ได้ปรับรายได้เหมือนข้าราชการ แต่พนักงานเอกชนกลุ่มนี้ต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการของภาครัฐ  

จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรคำนึงถึงกลุ่มพนักงานเอกชน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่จบปริญญาตรีแต่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึง 12,000 บาท แต่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายภาครัฐ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรมีมาตรการช่วยเหลือด้วยเช่นกัน

2.ถึงแม้ว่าประชาชนจะมีการออกมาจับจ่ายใช้สอย  และเดินชมเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น  แต่จำนวนเงินที่ซื้อสินค้าของประชาชนน้อยลง  เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีภาระหนี้สิน และมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้ประชาชนเหล่านี้จำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด  

ดังนั้น ถึงแม้ว่าในงานแสดงสินค้าต่าง ๆ จะมีจำนวนคนมากขึ้น แต่การใช้จ่ายของประชาชนกลับน้อยลง ซึ่งประชาชนกลุ่มเหล่านี้ต่างเฝ้ารอเงินดิจิทัล 10,000 บาทจากภาครัฐ โดยคาดหวังว่านโยบายนี้จะเกิดขึ้นจริง “ไม่ใช่หลอกให้อยากแล้วจากไป”

ประชาชนภาคใต้เสนอรัฐ  ช่วยค่าครองชีพ-ลดค่าใช้จ่าย
 3.ประชาชนส่วนหนึ่งมีความพึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่ผ่านมา แต่ประชาชนยังมีความกังวลว่า มาตรการต่าง ๆ  จะมีความต่อเนื่องและยั่งยืนได้มากน้อยเพียงใด  จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรมีนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพและลดค่าใช้จ่ายของประชาชนทั้งในระยะสั้น  ระยะกลาง และระยะยาวโดยนโยบายดังกล่าวควรเป็นการช่วยเหลือประชาชนแบบถ้วนหน้า และเป็นนโยบายที่ไม่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่น 

4.ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม จึงมีฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายทั้งในพื้นที่การเกษตร และส่งผลกระทบต่อร้านค้ากลางแจ้ง หาบเร่ แผงลอย ฯลฯ จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรมีมาตรกรป้องกันและช่วยเหลือที่เร่งด่วน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการร่วมกันในการช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 

ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 37.10 และ 34.20 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 34.50 และ 34.10 ตามลำดับ

ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 35.40, 32.40 และ 34.10 ตามลำดับ