
NRF แนะโอกาส “Future Food” ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์
NRF แนะโอกาส “Future Food” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม แนะไทยดูเกาหลีผสมผสานอาหารผ่านสื่อ สร้างการรับรู้ ปักธงธุรกิจลงทุนในลอนดอน 10 แห่ง
นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF กล่าวในงานสัมนา The Nation Seminar "Thailand Economic: Resilience and Opportunities" ในหัวข้อ “Harnessing Opportunities in “The Creative Economy” ว่า ธุรกิจอาหารการเกษตรมีมูลค่าต่อจีดีพีถึง 21% และเราเห็นชัดเจนว่าอาหารไทยติดท็อป 5 ในอุตสาหกรรม ซึ่งมีโอกาสสำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ Future Food หรืออาหารอนาคต ยังเป็นธุรกิจใหม่เพื่อมาเรียนแบบเนื้อสัตว์ เพื่อให้คนที่ไม่กินอาหารมังสวิรัติก็หันมากินได้ ซึ่งเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปลอดภัย ถือเป็นโจทย์ใหญ่ทั่วโลก เพราะเคมีจากอุตสาหกรรมการเกษตรค่อนข้างเยอะ มีผลต่อสุขภาพ
สำหรับ Future Food จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เข้ามาช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะอุตสาหกรรมอาหารปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30% และล่าสุด การประชุม Conference of the Parties หรือ COP26 ที่ผ่านมา ได้มีการพูดถึงอาหารเพื่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ฉะนั้น Future Food จะใช้ทรัพยากร มนุษย์ เทคโนโลยี ให้สามารถผลิตอาหารได้คลีน เฮลตี้ได้
“ตามเป้าหมายการคำนึงสิ่งแวดล้อม ในปี 2050 คาดว่าฤดูกาลปลูกอาจจะหายไปหนึ่งฤดู จากปัญหาโลกร้อน ซึ่งที่อินเดียเกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้น Future Food จึงเกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารอย่างไรที่ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นนโยบายจัดเจนจากรัฐบาลออกมา ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะอาหารไทยเป็นอาหารที่รู้จักกันทั่วโลก”
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกาหลีเริ่มแซงไทย เนื่องจากมีการผสมผสานอาหารผ่านสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนโยบายของประเทศ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ควรจะเลียนแบบเกาหลี เพื่อเผยแพร่อาหารไทยสู่เวทีโลก และตอบโจทย์มากขึ้น โดยวัตถุดิบต้นทุนในการทำอาหารไทยถูกกว่าฝรั่งมาก ในช่วงยุคเงินเฟ้อฝรั่งควรจะทานอาหารไทยด้วยซ้ำ
“การที่จะพัฒนาอาหารไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องคำนึงถึงว่าจะทำอย่างไรให้อาหารไทยเป็นเบอร์หนึ่ง เช่น เกาหลีที่มีการนำเสนอภาพอุตสาหกรรมอาหารผ่านสื่อ และไอดอล เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงว่าทำอย่างไรให้อาหารไทยเป็นอาหารหลัก หากเป็นอาหารหลักได้จะเป็นหมื่นเท่าจากอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่อาหารไทยมีอยู่ และหากนำองค์ประกอบเหล่านี้ให้ฝรั่งเห็นจะเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับประเทศไทย”
ขณะที่การดำเนินธุรกิจของ NRF นั้น ปัจจุบันบริษัทส่งออก 30 กว่าประเทศทั่วโลก โดยเป็นธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ร่วมกับเกษตรกรให้ปลูกวัตถุดิบปลอดเคมี ลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจก และผลิตอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ อาหารสัตว์เลี้ยง ซอส พริกแกง และสิ่งที่กำลังโฟกัส คือ ช่องทางซื้อการจัดจำหน่ายอาหารเอเชีย เริ่มจากลอนดอน โดยซื้อซุปเปอร์มาเก็ตของเอเชีย 2 แห่งแล้ว และมีเป้าหมายขยายให้ใหญ่ที่สุดในลอนดอนเป็น 10 แห่ง
“สิ่งที่น่าสนใจอาหารแพลนต์เบสไม่ว่าจะยุโรป หรืออเมริกา โดยคนเอเชียกินอาหารแพลนต์เบสถึง 30% ของตลาด แต่มีอาหารเอเชียน้อยมาก โดยสาเหตุที่เลือกอังกฤษเนื่องจากอาหารเอเชียมีมูลเกิน 1 แสนล้านบาท คนอังกฤษชอบทานอาหารเอเชีย และคนเอเชียก็ชอบไปเที่ยวอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทกำลังเน้นสร้างแพลตฟอร์ม ที่จะขายอาหารผ่านแอปพลิเคชันไปสู่ผู้บริโภค โดยจะใช้เดต้ามาจับ เนื่องจากที่อังกฤษยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้”
ทั้งนี้ แผนธุรกิจของ NRF ยังโฟกัสไปที่อังกฤษก่อน เพราะเป็นตลาดใหญ่มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท และผู้บริโภคชอบอาหารเอเชียอยู่แล้ว ส่วนอาหารสัตว์นั้น ส่วนใหญ่เน้นขายในเอเชีย โดย 40% ของประชากรทั่วโลกมีสัตว์เลี้ยง ขณะที่อาหารสัตว์เลี้ยงที่เป็นวีแกนไม่มีเลย NRF จึงกำลังจะทำวีแกนแพลนต์เบสสำหรับอาหารสัตว์ด้วย






