
สศช. แจ้ง ครม. ต้องรักษาบรรยากาศการเมืองในประเทศ จนสิ้นปี 2566
ครม. รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2566 สศช. แนะการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 ขอให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศในช่วงหลังการเลือกตั้ง
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 2566 และแนวโน้มปี 2566 ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เสนอ
โดยเฉพาะในประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2566 สศช. ได้มีข้อเสนอถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 หนึ่งในนั้นคือการขอให้ความสำคัญกับการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศในช่วงหลังการเลือกตั้ง
ก่อนหน้านี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2566 โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากนี้คือ การรักษาบรรยากาศทางการเมืองหลังเลือกตั้งให้เกิดความสงบเรียบร้อย เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเกิดความราบรื่น เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
ส่วนการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาฐานะการเงินการคลังของประเทศให้รอบคอบ โดยที่ไม่ทำนโยบายอะไรที่ส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ
ทั้งนี้ เลขาฯ สศช. ยอมรับว่า ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเจอวิกฤตโควิดมา 2 ปี ช่วงนั้นเราใช้มาตรการทางการเงินการคลังอย่างเต็มที่ เพื่อจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตและทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ แต่ ณ ตอนนี้เราผ่านวิกฤตมาแล้วนโยบายทางการเงินการคลังช่วงถัดไปต้องกลับเข้ามาสู่ปกติ ถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะต่างประเทศจะเข้ามาประเมินเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงถัดไปด้วย
สำหรับข้อเสนอถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2566 นั้น สศช. ระบุว่า การขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้า เช่น การเร่งรัดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่มีแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเกณฑ์ดีและการสร้างตลาดใหม่
รวมทั้งติดตามและเฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก
ขณะเดียวกันยังต้องส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน เช่น การเร่งรัดให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2563 - 2565 เกิดการลงทุนจริง การส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมาย การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
รวมทั้งการสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและบริการเกี่ยวเนื่อง เช่น การแก้ไขปัญหาและสร้างความพร้อมต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ การพัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูง การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ยังต้องดูแลการผลิตภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร จะให้ความสำคัญกับการเตรียมมาตรการรองรับผลผลิตสินค้าเกษตรที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก 2566/2567 ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแปรปรวนของสภาพอากาศ ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกันที่ประชุมครม. ยังรับทราบภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2566 ขยายตัว 2.7% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 1.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2566 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.7 - 3.7%






