
สิงห์ผนึก 3 หน่วยงานรัฐ ผุด “World Food Valley Thailand”
นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ร่วมกับ 3 หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบันอาหาร(สอห.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือพัฒนาโครงการ “World Food Valley Thailand” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้ก้าวไปสู่การผลิตและแปรรูปสินค้าด้วยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจอาหารของประเทศแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการ “World Food Valley Thailand” ยังถือเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทย และเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมหรือไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารขึ้นด้วย
สำหรับโครงการ “World Food Valley Thailand” บริษัทจะพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ(Eco-Industrial Estate)มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาธุรกิจ การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับผู้ผลิตอาหารไทยยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นกลไกสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) และในแต่ละปีประเทศไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารไปยังตลาดโลกมูลค่ามหาศาล นับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับที่ 14 ของโลกด้วย สำหรับในปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกอาหารและสร้างรายได้ให้กับประเทศมูลค่าสูงถึง 897,529 ล้านบาท แต่สินค้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้แปรรูป หรือมีการผลิตโดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มมากนัก ซึ่งส่งผลต่อราคาขายให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารชั้นนำของโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในยุโรป ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้รุดหน้าไปมาก มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า ที่สำคัญยังสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการพัฒนา World Food Valley Thailand ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยในรูปแบบประชารัฐ และมีการมุ่งเป้าสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารสู่ยุค 4.0 โดยคำนึงถึงอนาคตของประเทศ และพี่น้องประชาชนคนไทยในพื้นที่ สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายและแผนอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ ของกระทรวงอุตสาหกรรมในอนาคตที่ควรจะต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และการนำผลงานเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ ก่อเกิดประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมให้มากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการ “World Food Valley Thailand” ยังถือเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทย และเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมหรือไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารขึ้นด้วย
สำหรับโครงการ “World Food Valley Thailand” บริษัทจะพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ(Eco-Industrial Estate)มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาธุรกิจ การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับผู้ผลิตอาหารไทยยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นกลไกสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) และในแต่ละปีประเทศไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารไปยังตลาดโลกมูลค่ามหาศาล นับเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับที่ 14 ของโลกด้วย สำหรับในปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกอาหารและสร้างรายได้ให้กับประเทศมูลค่าสูงถึง 897,529 ล้านบาท แต่สินค้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้แปรรูป หรือมีการผลิตโดยนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มมากนัก ซึ่งส่งผลต่อราคาขายให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารชั้นนำของโลก โดยเฉพาะหลายประเทศในยุโรป ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้รุดหน้าไปมาก มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า ที่สำคัญยังสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการพัฒนา World Food Valley Thailand ถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยในรูปแบบประชารัฐ และมีการมุ่งเป้าสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารสู่ยุค 4.0 โดยคำนึงถึงอนาคตของประเทศ และพี่น้องประชาชนคนไทยในพื้นที่ สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายและแผนอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ ของกระทรวงอุตสาหกรรมในอนาคตที่ควรจะต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และการนำผลงานเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ ก่อเกิดประสิทธิภาพต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวมให้มากขึ้น






