thansettakij
thansettakij
‘บีเจซี’สร้างประวัติศาสตร์ ออกหุ้นกู้ยอดจำหน่ายสูงสุด

‘บีเจซี’สร้างประวัติศาสตร์ ออกหุ้นกู้ยอดจำหน่ายสูงสุด

15 ก.ย. 59 | 06:00 น.
“เบอร์ลี่ ยุคเกอร์” ออกหุ้นกู้ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประวัติศาตร์ หลังซื้อบิ๊กซี ซูเปอร์สโตร์ ได้7 แบงก์ยักษ์ช่วยกระจายหุ้นกว่า 7หมื่นล้าน

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุลประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัทได้เข้าซื้อกิจการบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาซึ่งบริษัทได้มีการรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทบิ๊กซีฯ และได้มีการทำคำเสนอซื้อหุ้นต่อผู้ถือหุ้นทั่วไป(Tender offer)หุ้นบิ๊กซี ทำให้บริษัทได้ถือหุ้นบิ๊กซี97.94%

โดยในการเข้าซื้อกิจการดังกล่าว บริษัทได้ใช้เงินกู้ระยะสั้นสกุลเงินยูโรและสกุลเงินบาทเป็นแหล่งเงินทุน และในช่วงที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการเพิ่มทุนโดยให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นกู้เดิม (RightsOffering) 2 ครั้ง โดยมีผู้ใช้สิทธิในการซื้อหุ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่มี (Oversubscribe) ทำให้ต้องมีการจัดสรรและบริษัทสามารถเพิ่มทุนได้รวมจำนวน 8.36 หมื่นล้านบาท และส่งผลให้ระดับหนี้สินของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา บริษัทได้มีการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ แบบไม่มีประกัน อายุ 3 ปี5 ปี 7 ปี และ 10 ปี ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A+(แนวโน้มคงที่) จากบริษัท ทริส เรทติ้งจำกัด เสนอขายนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ โดยมูลค่าหุ้นกู้รวมอยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่บริษัทตั้งใจจะออกหุ้นกู้มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากหุ้นกู้ของบริษัทได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่บริษัทจึงได้เพิ่มมูลค่าหุ้นกู้เป็น 5.4หมื่นล้านบาท ซึ่งการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ โดยเป็นหุ้นกู้ที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดที่ออกในครั้งเดียวของประเทศไทย โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหุ้นกู้ที่ออกครั้งนี้อยู่ที่ 2.98%

นอกจากนี้ ธนาคารหลายแห่งได้เห็นศักยภาพในการเติบโตของบริษัทและได้ให้ความสนใจในการปล่อยกู้ให้แก่บริษัทเพื่อรีไฟแนนซ์ โดยธนาคารที่ร่วมปล่อยกู้ทั้งหมด 7 ธนาคารได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)ธนาคารมิซูโฮ และธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน)

“เงินกู้ดังกล่าว เป็นสกุลเงินบาทมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้บริษัทได้นำเงินจากการออกหุ้นกู้และเงินกู้ก้อนใหม่ไปรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับในการกู้เงินสกุลยูโร บริษัทได้มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและทำให้บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนนี้เพิ่มเติม สำหรับแผนทางการเงินระยะยาว บริษัทคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการรีไฟแนนซ์เงินกู้สกุลเงินบาทและเพื่อลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาวต่อไป” นายอัศวิน กล่าวในตอนท้าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business