
ปลัดมหาดไทยแจงการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524
นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ว่า ตามที่มีผู้ปล่อยข่าวเกี่ยวกับศาสนากิจบางประการที่จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารราชการของประเทศนั้น ไม่มีมูลความจริงใดๆทั้งสิ้น จึงขอส่งคำชี้แจงมาพร้อมนี้
คำชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524
1. “ฮัจย์”เป็นศาสนบัญญัติสำคัญประการที่ 5 ในศาสนาอิสลามซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะต้องพยายามปฏิบัติให้ได้สักครั้งในชีวิต จึงมีชาวมุสลิมจากทั่วโลกไปเข้าร่วมพิธีดังกล่าวที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปีละกว่า 2 ล้านคน การควบคุมผู้ประกอบกิจการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์แก่ผู้ไปแสวงบุญในพิธีฮัจย์ จึงเป็นภาระและหน้าที่ของรัฐทั่วโลกที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามต้องอำนวยความสะดวกคุ้มครองความปลอดภัยและป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากประชากรมุสลิมในรัฐของตน
2. กิจการฮัจย์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 หมายถึงกิจการใดๆที่เกี่ยวกับการเดินทางของชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามเพื่อไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นการจัดบริการ การอำนวยความสะดวกหรือความปลอดภัยก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง ระหว่างประกอบพิธีฮัจย์หรือการเดินทางกลับภูมิลำเนา รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการข้างต้นเช่น การประสานงานกับประเทศซาอุดิอาระเบียในการกำหนดยอดสูงสุดของผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในแต่ละปี การขอหนังสือเดินทางและวีซ่า เป็นต้น ดังนั้น กิจการฮัจย์ตามกฎหมายปัจจุบันจึงมิใช่กิจกรรมทางศาสนา
3. สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้มีการบริหารจัดการกิจการฮัจย์ โดยบัญญัติเป็นกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยในครั้งแรกได้ออกเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 111 ลงวันที่ 3 เมษายน 2515 จัดตั้ง “คณะกรรมการควบคุมผู้รับขนส่งไปประกอบพิธีฮัจย์”ขึ้น ประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายส่วนราชการโดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นฝ่ายเลขาธิการ ต่อมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 ขึ้นบังคับใช้โดยกำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย”ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมี กรมการศาสนาเป็นสำนักเลขาธิการ
4. ตลอดระยะเวลาประมาณ 35 ปี ที่ผ่านมาปรากฏข้อเท็จจริงว่ากิจการฮัจย์ของประเทศไทย ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ตลอดจนมีปัญหาอุปสรรคต่างๆเกิดขึ้นหลายประการ ซึ่งยังไม่อาจแก้ไขให้หมดสิ้นไป ผู้นำขององค์กรมุสลิมจึงได้เสนอต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเพื่อให้เปลี่ยนแปลงหน่วยงานสำนักเลขาธิการ รัฐบาลจึงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักเลขาธิการแทนกรมการศาสนา
5. โดยในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม ข้อ 4 มีเหตุผลที่สำคัญ ดังนี้ 5.1 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง เป็นหน่วยงานที่มีราชการส่วนภูมิภาค ครอบคลุมทั้งประเทศและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมุสลิมในพื้นที่ 5.2 กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและผู้นำทางศาสนาอิสลาม ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 อยู่แล้ว 5.3 หากมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบภารกิจส่งเสริมกิจการฮัจย์ เช่น การจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชน อาจเป็นเพิ่มภาระทางงบประมาณ
6. ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. มีสาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยจากกรมการศาสนาเป็นกรมการปกครอง โดยมิได้เปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระที่เป็นหลักการสำคัญแต่อย่างใด
7. การส่งเสริมกิจการฮัจย์ในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกแก่คนไทยมุสลิม ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์รวมทั้งคุ้มครองความปลอดภัย และป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้แก่ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ มิใช่กรณีที่รัฐใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นรายบุคคลในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่อย่างใด
8. สำหรับ “กองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์” เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบกิจการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์ที่เป็นเอกชนและมีการจดทะเบียนถูกต้องโดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย กู้ยืมไปเพื่อชำระค่าเช่าที่พักล่วงหน้า ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และเมื่อเรียกเก็บจากผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ได้แล้วก็จะส่งเงินดังกล่าวคืนเข้ากองทุนซึ่งในการให้กู้ยืมนั้นจะต้องมีการทำสัญญาและการค้ำประกันจากธนาคารในประเทศไทย
คำชี้แจงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524
1. “ฮัจย์”เป็นศาสนบัญญัติสำคัญประการที่ 5 ในศาสนาอิสลามซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะต้องพยายามปฏิบัติให้ได้สักครั้งในชีวิต จึงมีชาวมุสลิมจากทั่วโลกไปเข้าร่วมพิธีดังกล่าวที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ปีละกว่า 2 ล้านคน การควบคุมผู้ประกอบกิจการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์แก่ผู้ไปแสวงบุญในพิธีฮัจย์ จึงเป็นภาระและหน้าที่ของรัฐทั่วโลกที่มีประชากรนับถือศาสนาอิสลามต้องอำนวยความสะดวกคุ้มครองความปลอดภัยและป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากประชากรมุสลิมในรัฐของตน
2. กิจการฮัจย์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 หมายถึงกิจการใดๆที่เกี่ยวกับการเดินทางของชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามเพื่อไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ไม่ว่าจะเป็นการจัดบริการ การอำนวยความสะดวกหรือความปลอดภัยก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง ระหว่างประกอบพิธีฮัจย์หรือการเดินทางกลับภูมิลำเนา รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการข้างต้นเช่น การประสานงานกับประเทศซาอุดิอาระเบียในการกำหนดยอดสูงสุดของผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในแต่ละปี การขอหนังสือเดินทางและวีซ่า เป็นต้น ดังนั้น กิจการฮัจย์ตามกฎหมายปัจจุบันจึงมิใช่กิจกรรมทางศาสนา
3. สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้มีการบริหารจัดการกิจการฮัจย์ โดยบัญญัติเป็นกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยในครั้งแรกได้ออกเป็นประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 111 ลงวันที่ 3 เมษายน 2515 จัดตั้ง “คณะกรรมการควบคุมผู้รับขนส่งไปประกอบพิธีฮัจย์”ขึ้น ประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องหลายส่วนราชการโดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นฝ่ายเลขาธิการ ต่อมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ. 2524 ขึ้นบังคับใช้โดยกำหนดให้มี “คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย”ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมี กรมการศาสนาเป็นสำนักเลขาธิการ
4. ตลอดระยะเวลาประมาณ 35 ปี ที่ผ่านมาปรากฏข้อเท็จจริงว่ากิจการฮัจย์ของประเทศไทย ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ตลอดจนมีปัญหาอุปสรรคต่างๆเกิดขึ้นหลายประการ ซึ่งยังไม่อาจแก้ไขให้หมดสิ้นไป ผู้นำขององค์กรมุสลิมจึงได้เสนอต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเพื่อให้เปลี่ยนแปลงหน่วยงานสำนักเลขาธิการ รัฐบาลจึงได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมได้มีมติมอบหมายให้กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักเลขาธิการแทนกรมการศาสนา
5. โดยในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม ข้อ 4 มีเหตุผลที่สำคัญ ดังนี้ 5.1 กระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครอง เป็นหน่วยงานที่มีราชการส่วนภูมิภาค ครอบคลุมทั้งประเทศและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมุสลิมในพื้นที่ 5.2 กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและผู้นำทางศาสนาอิสลาม ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 อยู่แล้ว 5.3 หากมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบภารกิจส่งเสริมกิจการฮัจย์ เช่น การจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชน อาจเป็นเพิ่มภาระทางงบประมาณ
6. ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาของ สนช. มีสาระสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงสำนักเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยจากกรมการศาสนาเป็นกรมการปกครอง โดยมิได้เปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระที่เป็นหลักการสำคัญแต่อย่างใด
7. การส่งเสริมกิจการฮัจย์ในประเทศไทยจึงเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกแก่คนไทยมุสลิม ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์รวมทั้งคุ้มครองความปลอดภัย และป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้แก่ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ มิใช่กรณีที่รัฐใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นรายบุคคลในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่อย่างใด
8. สำหรับ “กองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์” เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบกิจการรับจัดบริการขนส่งในกิจการฮัจย์ที่เป็นเอกชนและมีการจดทะเบียนถูกต้องโดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย กู้ยืมไปเพื่อชำระค่าเช่าที่พักล่วงหน้า ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และเมื่อเรียกเก็บจากผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ได้แล้วก็จะส่งเงินดังกล่าวคืนเข้ากองทุนซึ่งในการให้กู้ยืมนั้นจะต้องมีการทำสัญญาและการค้ำประกันจากธนาคารในประเทศไทย






