
เจเอสแอลผ่าโครงสร้างจัดทัพใหม่ พุ่งเป้ากำไรมากกว่ารายได้
ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันของสื่อที่ค่อนข้างรุนแรง ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหลายองค์กรต่างพยายามต้องดิ้นคิดหากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดและเพิ่มฐานผู้ชม ผู้ฟัง และผู้อ่านให้มากขึ้น และสิ่งสำคัญของธุรกิจสื่อ นั่นคือ คอนเทนต์ ล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “นางสาวรติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ซึ่งได้รับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของเจเอสแอลและเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่ได้เข้ามารับช่วงต่อ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เธอได้บอกกล่าวถึงทิศทางบริษัทว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
[caption id="attachment_93927" align="aligncenter" width="334"]
วรติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์[/caption]
สแกนคนปรับโครงสร้างใหม่
มองว่าเทรนด์การดำเนินธุรกิจในยุคนี้คือปรับขนาดองค์กรให้เล็กลง เพื่อความรวดเร็ว และยืดหยุ่นได้ง่าย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจของเจเอสแอลทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ และการปรับลด/เพิ่มบุคลากรด้านต่างๆ ขณะเดียวกันยังได้ปรับการบริหารจัดการต้นทุนใหม่
“ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจและการทำงานใหม่ ทั้งในด้านการจัดการคนและคอนเทนต์ โดยในด้านของบุคลากร บริษัทได้เปิดรับเพิ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการทำงานด้านกลยุทธ์ออนไลน์ และปรับรวมทีมขาย 2 ทีมเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ทีมงานผู้ผลิตรายการบริษัทจะไม่เน้นการจ้างระยะยาวเช่นเดียวกับในอดีต แต่จะจ้างงานในรูปแบบเป็นคิว ถ้าเขามีคิวผลิตให้บริษัทเยอะก็มีรายได้เยอะ ทั้งนี้การปรับโครงสร้างครั้งนี้ต้องการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาร่วมงาน ไม่อยากกลับไปอยู่จุดเดิมที่จ้างคนทำงานระยะยาว ซึ่งบางคนทำงานและบางคนไม่ทำ ซึ่งบริษัทหยิบยื่นโอกาสให้ทุกคน แต่ต้องไม่ลืมว่าโอกาสมีวันหมด ดังนั้นทุกคนต้องปรับตัว”
ลดต้นทุนจัดการคอนเทนต์
ขณะเดียวกันได้ปรับสัดส่วนการผลิตคอนเทนต์จากเดิมที่เคยเน้นการผลิตเองกว่า 80% และรับจ้างผลิต 20% แต่เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันค่อนข้างสูงและต้องแบกความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน ดังนั้นจึงได้ปรับสัดส่วนการผลิตคอนเทนต์ใหม่แบ่งเป็น การผลิตเอง 50% และรับจ้างผลิต 50% เพื่อกระจายความเสี่ยง
“มองว่าการผลิตคอนเทนต์เองกว่า 80% เป็นการแบกภาระที่เสี่ยงเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับลดสัดส่วนคอนเทนต์ใหม่ โดยกระจายความเสี่ยงไปเป็นการรับจ้างผลิตให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ทดลองทำ พบว่าบริษัทมีกำไรที่ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันคอนเทนต์ของเจเอสแอลต้องเป็นคอนเทนต์ที่ให้ความบันเทิงและใส่ใจสังคม เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทพบว่าหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นเราต้องสนุกกับการเปลี่ยนแปลงก่อน”
สำหรับคอนเทนต์ที่บริษัทผลิตเองในปัจจุบัน ได้แก่ จันทร์พันดาว ร้องสู้ฝัน ทุกวันจันทร์ 23.10-22.00 น. ช่อง7 , กิ๊ก ดู๋สงครามเพลงเงินล้าน (ผลิตร่วมกับทริปเปิ้ลทู) ทุกวันอังคาร 22.40-00.15 น. , เจาะใจ ทุกวันพฤหัส 21.05-21.55 น. ช่อง 9 ,สับขาหลอก ทุกวันเสาร์ 15.45-17.00 ช่อง 7 (ผลิตร่วมกับทริปเปิ้ลทู) , เปอร์สเปกทิฟ ทุกวันอาทิตย์ 21.50-22.45 น. (ผลิตร่วมกับแบล็คดอท) ขณะที่รายการรับจ้างผลิตปัจจุบัน คือ เชฟชนเชฟ ทุกพุธ 21.10-22.00 น. ไทยพีบีเอส , ครอบครัวเงินล้าน ทุก จ-ศ 11.00-11.30 ,Home Make Over ทุกวันอาทิตย์18.30-19.30 น. ช่องvoice TV เป็นต้น อีกทั้งปลายปีจะมีการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆเพิ่มเติม
เดินหน้าจับมือพาร์ตเนอร์
หลังจากนี้บริษัทจะเน้นการทำงานจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกันพาร์ตเนอร์ที่มีอยู่ในขณะนี้จะทำงานวางแผนร่วมกัน อีกทั้งเจเอสแอลจะต้องมองช่องทางสื่ออื่นต่อยอดเพื่อเข้าถึงผู้ชมทุกช่องทาง โดยการปรับคอนเทนต์ที่จะผลิตต้องสามารถเข้าถึงผู้ชมในสื่อหลากหลายรูปแบบได้ ซึ่งบริษัทจะต้องสามารถต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ ออนไลน์และออนกราวด์ได้ รวมถึงการสื่อสารในแบบ 360 องศา
ล่าสุดบริษัทได้จับมือกับเอไอเอส เพย์ สร้างวาไรตีโชว์ใหม่ โดยต่อยอดจากคอนเทนต์กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน เป็น กิ๊กดู๋ ท้าเงาเสียง ให้ลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนดาวน์โหลดแอพพลิเคชันดูฟรี ผ่านแอพ AIS PLAY และ AIS PLAYBOX แล้ว ทั้งนี้บริษัทมองว่าจากความสำเร็จของ “กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน” รายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดสามารถพัฒนาต่อยอดมาสู่คอนเทนต์ในออนไลน์ได้
เป้าหมายระยะยาวขององค์กร
ทั้งนี้ภายใน 3-5 ปีบริษัทวางเป้าหมายอยากเป็นคอนเทนต์ดีไซเนอร์ โดยจะต้องออกแบบคอนเทนต์ให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและลูกค้าได้ ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจะคิดงานตามความต้องการของลูกค้า แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว บริษัทต้องคิดงานเองและเดินหาพาร์ตเนอร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้วางแผนขยายงานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบการโคโปรดักชันด้วย ซึ่งในอนาคตวางแผนไปแน่นอนแต่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล
“บริษัทต้องการเป็นดีไซเนอร์คอนเทนต์ในอนาคต ไม่อยากเป็นเพียงแค่คอนเทนต์ โพรไวเดอร์ ขณะเดียวกันหลังจากที่บริษัทเริ่มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ รวมทั้งการจัดสรรผลิตคอนเทนต์ใหม่ ส่งผลให้ในขณะนี้บริษัทรับรู้รายได้แล้วกว่า 90% ของเป้ารายได้ที่ตั้งไว้สิ้นปีราว 530 ล้านบาท
ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นรายที่ลดลงจากปีก่อนประมาณ 10% แต่มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 200% ซึ่งบริษัทมองว่าการบริหารในปัจจุบันรายได้ต้องเป็นรองเรื่องของกำไร อีกทั้งการเน้นลูกค้าที่ยาวนานย่อมดีกว่าการเพิ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น
แนวโน้มธุรกิจทีวีดิจิตอล
ตั้งแต่ต้นปีมาช่องโทรทัศน์ที่แข็งแรงเริ่มเห็นคุณค่าของคอนเทนต์กันมากขึ้น จากเดิมในปีแรกผู้ประกอบการจะจ้างผลิตคอนเทนต์ในอัตราราคาที่ค่อนข้างถูกประมาณ 1-2 แสนบาทต่อตอน ซึ่งการผลิตคอนเทนต์ราคานี้สามารถทำได้ แต่จะสู้กับช่องอื่นๆไม่ได้ จนกระทั่งปีนี้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญมากขึ้นและเพิ่มงบการผลิตเป็น 2 เท่าจนทำให้ช่องทีวีเริ่มติดตลาด ขณะเดียวกันบริษัทมองว่า 1-2 ปีนี้จะเริ่มเห็นทิศทางของอุตสาหกรรมชัดเจนขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_93927" align="aligncenter" width="334"]
สแกนคนปรับโครงสร้างใหม่
มองว่าเทรนด์การดำเนินธุรกิจในยุคนี้คือปรับขนาดองค์กรให้เล็กลง เพื่อความรวดเร็ว และยืดหยุ่นได้ง่าย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจของเจเอสแอลทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ และการปรับลด/เพิ่มบุคลากรด้านต่างๆ ขณะเดียวกันยังได้ปรับการบริหารจัดการต้นทุนใหม่
“ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจและการทำงานใหม่ ทั้งในด้านการจัดการคนและคอนเทนต์ โดยในด้านของบุคลากร บริษัทได้เปิดรับเพิ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการทำงานด้านกลยุทธ์ออนไลน์ และปรับรวมทีมขาย 2 ทีมเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ทีมงานผู้ผลิตรายการบริษัทจะไม่เน้นการจ้างระยะยาวเช่นเดียวกับในอดีต แต่จะจ้างงานในรูปแบบเป็นคิว ถ้าเขามีคิวผลิตให้บริษัทเยอะก็มีรายได้เยอะ ทั้งนี้การปรับโครงสร้างครั้งนี้ต้องการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาร่วมงาน ไม่อยากกลับไปอยู่จุดเดิมที่จ้างคนทำงานระยะยาว ซึ่งบางคนทำงานและบางคนไม่ทำ ซึ่งบริษัทหยิบยื่นโอกาสให้ทุกคน แต่ต้องไม่ลืมว่าโอกาสมีวันหมด ดังนั้นทุกคนต้องปรับตัว”
ลดต้นทุนจัดการคอนเทนต์
ขณะเดียวกันได้ปรับสัดส่วนการผลิตคอนเทนต์จากเดิมที่เคยเน้นการผลิตเองกว่า 80% และรับจ้างผลิต 20% แต่เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันค่อนข้างสูงและต้องแบกความเสี่ยงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน ดังนั้นจึงได้ปรับสัดส่วนการผลิตคอนเทนต์ใหม่แบ่งเป็น การผลิตเอง 50% และรับจ้างผลิต 50% เพื่อกระจายความเสี่ยง
“มองว่าการผลิตคอนเทนต์เองกว่า 80% เป็นการแบกภาระที่เสี่ยงเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับลดสัดส่วนคอนเทนต์ใหม่ โดยกระจายความเสี่ยงไปเป็นการรับจ้างผลิตให้มากขึ้น ซึ่งหลังจากที่ทดลองทำ พบว่าบริษัทมีกำไรที่ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันคอนเทนต์ของเจเอสแอลต้องเป็นคอนเทนต์ที่ให้ความบันเทิงและใส่ใจสังคม เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทพบว่าหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นเราต้องสนุกกับการเปลี่ยนแปลงก่อน”
สำหรับคอนเทนต์ที่บริษัทผลิตเองในปัจจุบัน ได้แก่ จันทร์พันดาว ร้องสู้ฝัน ทุกวันจันทร์ 23.10-22.00 น. ช่อง7 , กิ๊ก ดู๋สงครามเพลงเงินล้าน (ผลิตร่วมกับทริปเปิ้ลทู) ทุกวันอังคาร 22.40-00.15 น. , เจาะใจ ทุกวันพฤหัส 21.05-21.55 น. ช่อง 9 ,สับขาหลอก ทุกวันเสาร์ 15.45-17.00 ช่อง 7 (ผลิตร่วมกับทริปเปิ้ลทู) , เปอร์สเปกทิฟ ทุกวันอาทิตย์ 21.50-22.45 น. (ผลิตร่วมกับแบล็คดอท) ขณะที่รายการรับจ้างผลิตปัจจุบัน คือ เชฟชนเชฟ ทุกพุธ 21.10-22.00 น. ไทยพีบีเอส , ครอบครัวเงินล้าน ทุก จ-ศ 11.00-11.30 ,Home Make Over ทุกวันอาทิตย์18.30-19.30 น. ช่องvoice TV เป็นต้น อีกทั้งปลายปีจะมีการผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆเพิ่มเติม
เดินหน้าจับมือพาร์ตเนอร์
หลังจากนี้บริษัทจะเน้นการทำงานจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกันพาร์ตเนอร์ที่มีอยู่ในขณะนี้จะทำงานวางแผนร่วมกัน อีกทั้งเจเอสแอลจะต้องมองช่องทางสื่ออื่นต่อยอดเพื่อเข้าถึงผู้ชมทุกช่องทาง โดยการปรับคอนเทนต์ที่จะผลิตต้องสามารถเข้าถึงผู้ชมในสื่อหลากหลายรูปแบบได้ ซึ่งบริษัทจะต้องสามารถต่อยอดคอนเทนต์ไปสู่ ออนไลน์และออนกราวด์ได้ รวมถึงการสื่อสารในแบบ 360 องศา
ล่าสุดบริษัทได้จับมือกับเอไอเอส เพย์ สร้างวาไรตีโชว์ใหม่ โดยต่อยอดจากคอนเทนต์กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน เป็น กิ๊กดู๋ ท้าเงาเสียง ให้ลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนดาวน์โหลดแอพพลิเคชันดูฟรี ผ่านแอพ AIS PLAY และ AIS PLAYBOX แล้ว ทั้งนี้บริษัทมองว่าจากความสำเร็จของ “กิ๊กดู๋ สงครามเพลงเงินล้าน” รายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดสามารถพัฒนาต่อยอดมาสู่คอนเทนต์ในออนไลน์ได้
เป้าหมายระยะยาวขององค์กร
ทั้งนี้ภายใน 3-5 ปีบริษัทวางเป้าหมายอยากเป็นคอนเทนต์ดีไซเนอร์ โดยจะต้องออกแบบคอนเทนต์ให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและลูกค้าได้ ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจะคิดงานตามความต้องการของลูกค้า แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอแล้ว บริษัทต้องคิดงานเองและเดินหาพาร์ตเนอร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้วางแผนขยายงานไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบการโคโปรดักชันด้วย ซึ่งในอนาคตวางแผนไปแน่นอนแต่ในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล
“บริษัทต้องการเป็นดีไซเนอร์คอนเทนต์ในอนาคต ไม่อยากเป็นเพียงแค่คอนเทนต์ โพรไวเดอร์ ขณะเดียวกันหลังจากที่บริษัทเริ่มปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ รวมทั้งการจัดสรรผลิตคอนเทนต์ใหม่ ส่งผลให้ในขณะนี้บริษัทรับรู้รายได้แล้วกว่า 90% ของเป้ารายได้ที่ตั้งไว้สิ้นปีราว 530 ล้านบาท
ซึ่งรายได้ดังกล่าวเป็นรายที่ลดลงจากปีก่อนประมาณ 10% แต่มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 200% ซึ่งบริษัทมองว่าการบริหารในปัจจุบันรายได้ต้องเป็นรองเรื่องของกำไร อีกทั้งการเน้นลูกค้าที่ยาวนานย่อมดีกว่าการเพิ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น
แนวโน้มธุรกิจทีวีดิจิตอล
ตั้งแต่ต้นปีมาช่องโทรทัศน์ที่แข็งแรงเริ่มเห็นคุณค่าของคอนเทนต์กันมากขึ้น จากเดิมในปีแรกผู้ประกอบการจะจ้างผลิตคอนเทนต์ในอัตราราคาที่ค่อนข้างถูกประมาณ 1-2 แสนบาทต่อตอน ซึ่งการผลิตคอนเทนต์ราคานี้สามารถทำได้ แต่จะสู้กับช่องอื่นๆไม่ได้ จนกระทั่งปีนี้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญมากขึ้นและเพิ่มงบการผลิตเป็น 2 เท่าจนทำให้ช่องทีวีเริ่มติดตลาด ขณะเดียวกันบริษัทมองว่า 1-2 ปีนี้จะเริ่มเห็นทิศทางของอุตสาหกรรมชัดเจนขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 4 - 7 กันยายน พ.ศ. 2559






