thansettakij
thansettakij
เสริมทัพตำรวจท่องเที่ยวอีก300คนต้นปีหน้า

เสริมทัพตำรวจท่องเที่ยวอีก300คนต้นปีหน้า

03 ก.ย. 59 | 01:00 น.
ตำรวจท่องเที่ยวเพิ่มอัตรากำลังพลล็อตแรก 400 คน กระจายพื้นที่รับผิดชอบใน 35 สถานี ดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ส่วนล็อต 2 อีก 300 คนจะเข้ามาในเดือนมกราคมปีหน้า ทั้งได้รับงบซื้อเรือและกล้องวงจรปิดเพิ่ม ด้าน “กอบกาญจน์” หนุนตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการตรวจค้น จับกุมทัวร์ศูนย์เหรียญต่อเนื่อง ล่าสุดจับเครือข่ายรายใหญ่นอมินีจีน ประสานปปง.ยึดทรัพย์

พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุลผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าในขณะนี้กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ได้รับอัตรากำลังพลเพิ่มอีก 700 นาย จากเดิมที่มีกำลังพลอยู่ 900 นายดูแลนักท่องเที่ยวทั้งประเทศ ซึ่งการเพิ่มอัตรากำลังพลที่เกิดขึ้น ก็จะเกลี่ยไปยัง 35 สถานี ทำให้สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น โดยในขณะนี้ได้รับกำลังพลชุดแรกเข้ามาแล้ว 400 คน ส่วนชุดที่ 2 อีก 300 คน คาดว่าจะเข้ามาได้ในช่วงเดือนมกราคมปี 2560 เนื่องจากต้องมีการเปิดรับสมัครสอบและคัดบุคคลที่มีทักษะด้านภาษาอังกฤษ จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2560 ยังจะได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็จะทำให้เกิดความคล่องตัวเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังได้รับการสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรือตรวจการณ์ ที่จะทำให้ตำรวจท่องเที่ยวสามารถขึ้นเกาะต่าง ๆ ไปดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวได้เต็มที่มากขึ้น แทนจากเดิมที่ต้องพึ่งพาเรือของกรมเจ้าท่า หรือตำรวจน้ำ รวมถึงได้รับการจัดสรรงบประมาณในการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เกาะเสม็ด เกาะสมุย ระยอง ตราด และเมืองหัวหิน ได้รับมอบที่สุดคือ 94 ตัว คาดว่าจะทยอยติดตั้งเพิ่มได้ภายใน 1 เดือนนี้

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่ากระทรวงท่องเที่ยวฯได้ผลักดันการเพิ่มกำลังพลให้ตำรวจท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากการดูแลนักท่องเที่ยวแล้ว ยังต้องนำกำลังตำรวจท่องเที่ยว มาร่วมกับกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรมการท่องเที่ยว กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบังคับการปราบปรามการคุ้มครองผู้บริโภค หน่วยทหารในพื้นที่ บูรณาการกำลังร่วมตรวจค้นเพื่อดำเนินคดีและกวาดล้างขบวนการทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด เน้นรายใหญ่ๆ เป็นพิเศษ

โดยล่าสุดได้บูรณาการกำลังร่วมตรวจค้น 5 จุด ได้แก่1.บริษัทโอเอทรานสปอร์ต จำกัด 2.บริษัทบางกอกแฮนดิคราฟ จำกัด 3.บริษัทรอแยล พาราไดซ์ จำกัด 4.บริษัทรอแยลเจมส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดและ5.บริษัทรอแยลไทยเฮิร์บ จำกัด และจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นเครือข่ายของบริษัท โอเอทรานสปอร์ต จำกัด ที่ถือเป็นต้นตำรับของทัวร์ศูนย์เหรียญรายใหญ่ที่สุดเป็นของประเทศไทยที่ดำเนินการมากว่า 40 ปี เป็นบริษัทจิวเวลรีเพชร อัญมณี เครื่องหนัง ร้านอาหาร อยู่ในเครือโดยห้ามคนไทยเข้า ให้เข้าได้เฉพาะคนต่างชาติ

ทั้งนี้บริษัทโอเอฯอาศัยความฉ้อฉลไม่จดทะเบียนเป็นบริษัททัวร์แต่ทุกบริษัททัวร์โดยเฉพาะบริษัทที่รับนักท่องเที่ยวจากเมืองจีนใช้ไกด์เถื่อน จะเข้ามาเป็นเครือข่ายกับบริษัทโอเอฯ และนำลูกทัวร์มาซื้อสินค้าในบริษัทร้านค้า ร้านอาหารของบริษัทโอเอฯ ทั้งหมด และโอเอจะเก็บ 40% ของรายได้ที่ลูกทัวร์ไปซื้อสินค้าของร้านตนเอง โดยไม่มีการเสียภาษีแต่อย่างใด และบริษัทโอเอฯ จะมีลูกทัวร์วันละราว 2 หมื่นคน แต่เงินได้ไม่มีเข้าประเทศ โดยบริษัทโอเอฯ จะมีรายได้เฉลี่ยปีละหลายพันล้าน น่าจะเกือบหมื่นล้านบาท จากการสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้บริหารในข้อหา"ร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และร่วมกันทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ตรวจยึดเอกสารเกี่ยวกับชำระภาษีเพื่อจะดำเนินการทางมาตรการภาษีจำนวน 60 ลัง ยึดหมอน ที่นอน เครื่องหนัง จิวเวลรี ที่ไม่ติดสลากเพื่อที่จะขายเกินราคาจำนวน 170 รายการ และจับกุมไกด์เถื่อนและดำเนินคดีกรณีรถบัสที่ไม่เสียภาษี และต่อเติมโดยผิดกฎหมาย โดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลมาเกือบ 1 ปี และขณะนี้ก็ยังคงเก็บข้อมูลเพิ่ม และทางตำรวจท่องเที่ยวแจ้งว่าขณะนี้ ผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวโดยสถานีตำรวจพญาไท เนื่องจากขั้นตอนการทำคดีตำรวจท่องเที่ยวจะทำหน้าที่ในการรวบรวมหลักฐานเท่านั้น โดยในส่วนของตำรวจท่องเที่ยวก็จะเดินหน้าในการเก็บข้อมูลหลักฐานคดีนี้เพิ่มเติมต่อไป โดยในส่วนของตำรวจท่องเที่ยวหลังจากนี้ไปจะต้องขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาความเชื่อมโยงกับ นอมินีของจีนต่อรวมถึงเรื่องการประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ในการเข้ายึดทรัพย์ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,188 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business