
ธุรกิจท่องเที่ยวครึ่งแรกตีปีก บริษัทในตลาด-แอร์ไลน์กำไรพุ่ง/ทีจีรุกขยายธุรกิจสู่ยั่งยืน
ปิดฉากครึ่งปีแรกธุรกิจท่องเที่ยวตีปีก บริษัทในตลาดหลักทรัพย์กำไรพุ่ง โรงแรมได้อานิสงส์จากการเติบโตร่วม 12% ของการท่องเที่ยวในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ด้านสายการบินทุกสายกำไรหมด ยกเว้นนกแอร์ อ่วมขาดทุน 1.15 พันล้านบาท จากการลดเที่ยวบินให้พอดีกับจำนวนนักบิน ด้านบินไทย พร้อมเดินแผนขยายธุรกิจสู่ความยั่งยืน
จากการสำรวจของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับด้านท่องเที่ยว ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ตารางประกอบ) โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่จะมีกำไร ส่วนสายการบินของไทยทุกสายต่างมีกำไร อาทิ การบินไทย 6 เดือนแรกยังกำไร 3.07 พันล้านบาท บริษัทเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)กำไร1,431 ล้านบาท รายได้1.67 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น14% บางกอกแอร์เวย์ส กำไร 1.46 พันล้านบาท มีเพียงนกแอร์ ที่ขาดทุน 1.15 พันล้านบาท จากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น และรายได้รวมถึงปริมาณผู้โดยสารลดลงจากการลดเที่ยวบินภายในประเทศ เพื่อให้พอดีกับจำนวนนักบินของสายการบิน
[caption id="attachment_86228" align="aligncenter" width="700"]
ผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของธุรกิจด้านท่องเที่ยวที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์[/caption]
ต่อเรื่องนี้ดร.รณชิต มหัทธนะพฤทธิ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ผลประกอบการของบริษัทฯทั้งในแง่ของธุรกิจอาหารและโรงแรม มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 12% สำหรับ 6 เดือน แรกของปี เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงแรม ในขณะที่มาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายภาครัฐ มีส่วนช่วยสนับสนุน ทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร ซึ่งรายได้จากธุรกิจโรงแรมที่เซ็นทรัล เวิลด์,กระบี่, สมุย และมัลดีฟ 2 โรงแรม ถือเป็นแรงผลักดันในการทำรายได้ของโรงแรมในเครือเซ็นทาราที่เพิ่มสูงขึ้น
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแม้ผลประกอบการของการบินไทยในช่วงไตรมาส 2ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว บริษัทฯจะขาดทุนสุทธิ 2,921 ล้านบาท แต่ถือว่าลดลงเมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งขาดทุนสูงกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไตรมาสนี้การบินไทยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 595 ล้านบาท แต่เมื่อดูผลประกอบการรวมในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ จะพบว่าการบินไทย สามารถทำกำไรสุทธิ 3,078 ล้านบาท ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ขาดทุนสุทธิรวม 8,217 ล้านบาท ขณะที่ในแง่ของรายได้ลดลงเล็กน้อย จากการลดอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมัน และการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น
ส่วนแผนในช่วงครึ่งปีหลัง การบินไทยได้ติดตั้ง 2 ระบบใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้แก่ธุรกิจมากขึ้น ได้แก่ ระบบบริหารราคาตั๋วเครื่องบิน (Fare Management System) ทำให้การบินไทยสามารถติดตามและประเมินราคาตั๋วเครื่องบินของคู่แข่งได้แบบเรียลไทม์ทุกวัน เพื่อปรับราคาตั๋วบินได้ตามสถานการณ์ตลาด สามารถจัดการคู่แข่งได้เร็วขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้เวลานานเกือบเดือนในการติดตามและปรับราคาตั๋ว และระบบ วางแผนเครือข่ายเส้นทางบิน (Network Management System) ซึ่งปัจจุบันวางแผนเส้นทางและจัดตารางบิน 4 ฤดูล่วงหน้า จนถึงตารางบินฤดูร้อนปี 2561 เพื่อจัดทำตารางบินที่ทำให้การบินไทยมีกำไรสูงสุด พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางทางการบิน
ทั้งนี้คาดว่าในอีก 3 เดือนจะเห็นผลในการเพิ่มรายได้ชัดเจนจากระบบดังกล่าว ซึ่งแต่ละระบบจะทำรายได้เพิ่ม 2-3% ต่อปีของฐานรายได้เฉพาะค่าตั๋วบิน 1.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6,000-9,000 ล้านบาทต่อ 2 ระบบดังกล่าว และเพิ่มอัตราการบรรทุกเฉลี่ย(เคบิน แฟกเตอร์)เป็น 80% ให้ได้ตามมาตรฐานสายการบินพรีเมียมทั่วโลก จากปัจจุบันที่การบินไทยอยู่ที่ราว 75% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้
ส่วนการลดต้นทุนยังเหลืออีก 6 โครงการที่เหลือ จากทั้งหมด 20 โครงการ ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่การบินไทยจะเริ่มเข้าสู่การขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน เช่น โครงการวางระบบขายตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่าน่าจะใช้งานได้ในอีก 6 เดือนจากนี้ หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการบินไทยได้ดำเนินการตามแผนหยุดเลือด และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี โดยปัจจุบันได้ทบทวนตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของ 3 สายการบินในเครือ โดยการบินไทย เป็นสายการบินหลักที่ขนผู้โดยสารจากทั่วโลก ส่วนสายการบินไทยสมายล์ จะปรับให้เป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิส เชื่อมต่อบริการกับการบินไทยให้สะดวกขึ้นภายใน 4-5 เดือนนี้ ด้วยการใช้ระบบเดียวกันทั้งการจอง เช็ค-ทรู และผลักดันให้ไทยสมายล์เข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรสายการบินสตาร์อัลไลแอนซ์ รวมไปถึงจะเน้นการทำการบินรหัสร่วม (โค้ดแชร์) ร่วมกับพันธมิตรสายการบินในยุโรปและอเมริกา เพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
จากการสำรวจของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่เติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับด้านท่องเที่ยว ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ตารางประกอบ) โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่จะมีกำไร ส่วนสายการบินของไทยทุกสายต่างมีกำไร อาทิ การบินไทย 6 เดือนแรกยังกำไร 3.07 พันล้านบาท บริษัทเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน)กำไร1,431 ล้านบาท รายได้1.67 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น14% บางกอกแอร์เวย์ส กำไร 1.46 พันล้านบาท มีเพียงนกแอร์ ที่ขาดทุน 1.15 พันล้านบาท จากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น และรายได้รวมถึงปริมาณผู้โดยสารลดลงจากการลดเที่ยวบินภายในประเทศ เพื่อให้พอดีกับจำนวนนักบินของสายการบิน
[caption id="attachment_86228" align="aligncenter" width="700"]
ต่อเรื่องนี้ดร.รณชิต มหัทธนะพฤทธิ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ผลประกอบการของบริษัทฯทั้งในแง่ของธุรกิจอาหารและโรงแรม มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 12% สำหรับ 6 เดือน แรกของปี เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจโรงแรม ในขณะที่มาตรการกระตุ้นค่าใช้จ่ายภาครัฐ มีส่วนช่วยสนับสนุน ทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร ซึ่งรายได้จากธุรกิจโรงแรมที่เซ็นทรัล เวิลด์,กระบี่, สมุย และมัลดีฟ 2 โรงแรม ถือเป็นแรงผลักดันในการทำรายได้ของโรงแรมในเครือเซ็นทาราที่เพิ่มสูงขึ้น
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแม้ผลประกอบการของการบินไทยในช่วงไตรมาส 2ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว บริษัทฯจะขาดทุนสุทธิ 2,921 ล้านบาท แต่ถือว่าลดลงเมื่อเทียบไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งขาดทุนสูงกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท เนื่องจากไตรมาสนี้การบินไทยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 595 ล้านบาท แต่เมื่อดูผลประกอบการรวมในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ จะพบว่าการบินไทย สามารถทำกำไรสุทธิ 3,078 ล้านบาท ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ขาดทุนสุทธิรวม 8,217 ล้านบาท ขณะที่ในแง่ของรายได้ลดลงเล็กน้อย จากการลดอัตราค่าธรรมเนียมน้ำมัน และการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น
ส่วนแผนในช่วงครึ่งปีหลัง การบินไทยได้ติดตั้ง 2 ระบบใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้แก่ธุรกิจมากขึ้น ได้แก่ ระบบบริหารราคาตั๋วเครื่องบิน (Fare Management System) ทำให้การบินไทยสามารถติดตามและประเมินราคาตั๋วเครื่องบินของคู่แข่งได้แบบเรียลไทม์ทุกวัน เพื่อปรับราคาตั๋วบินได้ตามสถานการณ์ตลาด สามารถจัดการคู่แข่งได้เร็วขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้เวลานานเกือบเดือนในการติดตามและปรับราคาตั๋ว และระบบ วางแผนเครือข่ายเส้นทางบิน (Network Management System) ซึ่งปัจจุบันวางแผนเส้นทางและจัดตารางบิน 4 ฤดูล่วงหน้า จนถึงตารางบินฤดูร้อนปี 2561 เพื่อจัดทำตารางบินที่ทำให้การบินไทยมีกำไรสูงสุด พร้อมผลักดันให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางทางการบิน
ทั้งนี้คาดว่าในอีก 3 เดือนจะเห็นผลในการเพิ่มรายได้ชัดเจนจากระบบดังกล่าว ซึ่งแต่ละระบบจะทำรายได้เพิ่ม 2-3% ต่อปีของฐานรายได้เฉพาะค่าตั๋วบิน 1.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6,000-9,000 ล้านบาทต่อ 2 ระบบดังกล่าว และเพิ่มอัตราการบรรทุกเฉลี่ย(เคบิน แฟกเตอร์)เป็น 80% ให้ได้ตามมาตรฐานสายการบินพรีเมียมทั่วโลก จากปัจจุบันที่การบินไทยอยู่ที่ราว 75% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้
ส่วนการลดต้นทุนยังเหลืออีก 6 โครงการที่เหลือ จากทั้งหมด 20 โครงการ ที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นปีที่การบินไทยจะเริ่มเข้าสู่การขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน เช่น โครงการวางระบบขายตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่าน่าจะใช้งานได้ในอีก 6 เดือนจากนี้ หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการบินไทยได้ดำเนินการตามแผนหยุดเลือด และขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี โดยปัจจุบันได้ทบทวนตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของ 3 สายการบินในเครือ โดยการบินไทย เป็นสายการบินหลักที่ขนผู้โดยสารจากทั่วโลก ส่วนสายการบินไทยสมายล์ จะปรับให้เป็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิส เชื่อมต่อบริการกับการบินไทยให้สะดวกขึ้นภายใน 4-5 เดือนนี้ ด้วยการใช้ระบบเดียวกันทั้งการจอง เช็ค-ทรู และผลักดันให้ไทยสมายล์เข้าไปเป็นหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรสายการบินสตาร์อัลไลแอนซ์ รวมไปถึงจะเน้นการทำการบินรหัสร่วม (โค้ดแชร์) ร่วมกับพันธมิตรสายการบินในยุโรปและอเมริกา เพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559






