thansettakij
thansettakij
บิ๊ก‘ซีทีเอสที’ลั่นไม่กินรวบแต่จะยกระดับตลาดทัวร์จีน

บิ๊ก‘ซีทีเอสที’ลั่นไม่กินรวบแต่จะยกระดับตลาดทัวร์จีน

05 ส.ค. 59 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 59 | 16:13 น.
การเข้ามารุกเปิดสาขาประเทศไทยของ ไชน่า ทราเวิล เซอร์วิส (ซีทีเอส ไชน่า) บริษัทนำเที่ยวซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่สุดของจีนในไทยครั้งนี้เป็นที่น่าจับตา เพราะตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้กลายเป็นตลาดใหญ่สุดในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 10 ล้านคน ซึ่งยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเท่าไรปัญหาต่าง ๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามมา โดยเฉพาะการตัดราคาและทัวร์ศูนย์เหรียญที่ยังเป็นปัญหาระดับชาติ

ทัวร์ศูนย์เหรียญแก้ยาก

ทรงวุฒิ จันทร์ธำรงรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ซีทีเอสที จำกัด (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญคงไม่หมดไปง่าย ๆ และแก้ลำบาก เพราะมีผลประโยชน์มากมายเป็นลูกโซ่ เราไม่มีพาวเวอร์ที่จะเข้าไปทำ แต่เราอยากทำทัวร์ที่มีคุณภาพ โดยทำให้เห็นว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกับเรามีความมั่นใจ ซึ่งทัวร์ทั่วไปทำไม่ได้

ส่วนการเปิดสาขาในเมืองไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่าการที่คนจีนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเป็นจำนวนมากและเกิดปัญหาต่าง ๆ จะเป็นเรื่องของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางน้ำ ทางเรือ ที่เกิดขึ้นบ่อย สิ่งเหล่านี้ทางการจีนเขามองอยู่และในฐานะที่เราเป็นรัฐวิสาหกิจจึงคิดว่าน่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เพราะมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับต้นทุนในการทำธุรกิจ ซึ่งเราจะเข้ามาทำทัวร์ที่มีคุณภาพให้ทุกคนที่มาเมืองไทยได้รับความสะดวกไม่เกิดปัญหาแน่ เท่ากับช่วยลดปัญหาทัวร์จีน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย

ลงทุนเปิด3 แหล่งท่องเที่ยวใหม่

นโยบายของซีทีเอสที ไม่ทำเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญแน่นอน เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องต้นทุนหรือกำไรเหมือนทัวร์ทั่วไป แต่จะมีการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวออกไปจากเมืองหลัก เช่นระยอง จันทบุรี นอกเหนือจากพัทยาที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีอยู่แล้วและเกิดปัญหารถติดมาก จากภูเก็ตก็จะกระจายไปยังระนอง กระบี่ พังงา ส่วนเหนือก็จะกระจายไป ลำพูน ลำปาง รวมถึงเขาใหญ่ เป็นต้น

"ผมมองว่าเมืองไทยมีแหล่งท่องเที่ยวมากแต่คนจีนไม่รู้จัก ไปแต่ที่เดิมซ้ำ ๆ จนเกิดความแออัด จึงต้องพัฒนา แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งเราได้ศึกษาไว้ 3 พื้นที่คือ ระยอง ลำพูน ภูเก็ตหรือพังงา ภายในโครงการจะประกอบด้วยรีสอร์ต การแสดงทางวัฒนธรรม ช็อปปิ้ง อาจจะใช้พื้นที่ 1-2 พันไร่ ลงทุนแต่ละโครงการไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ได้มีการหารือในรายละเอียดไปบ้างแล้ว อาจจะเป็นการจอยต์กับเจ้าของที่ดิน ในการร่วมทุนกับคนไทย"

การดำเนินธุรกิจของบริษัทเราคงไม่ได้มาเพื่อกวาดทุกอย่าง แต่ต้องการทำให้ทัวร์จีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทรงวุฒิ ระบุว่า " ผมพูดตรง ๆ คือที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนไม่มีทางเลือก ก็จะไปดูแต่โชว์สาวประเภท 2 ที่เขารู้จัก อีกทั้งหลายโชว์ที่มีอยู่ก็ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการสื่อภาษาจีนให้นักท่องเที่ยวจีนเข้าใจ ทั้งที่ 60-70 % ของนักท่องเที่ยวที่ไปชมคือทัวร์จีน อันนี้คือปัญหาใหญ่ เขาจึงนั่งดูเฉย ๆ หรืออย่างไนท์บาซาร์ ทุกที่ในกทม.มีการขายสินค้า เหมือนกันหมดต่างกันตรงสถานที่ ระยะยาวไม่ดีแน่"

ขณะนี้จึงได้เริ่มมีการค้นคว้าเรื่องวัฒนธรรมไทยความสัมพันธ์ไทย-จีนว่ามีอะไรที่สามารถนำมาเสนอและอยากเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญให้คนจีนรู้จักเมืองไทยมากกว่านี้ เพราะคนจีนบางคนทั้งชีวิตเขาอาจจะได้ออกมาเที่ยวต่างประเทศแค่ครั้งเดียว ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้มาเมืองไทย เขาก็ควรจะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่บ้านเขาไม่มีและรู้จักวัฒนธรรมไทยให้มากขึ้น

"เราอยากสร้างแหล่งใหม่ขึ้นมา ตัวเลขจากสถานทูตจีนระบุว่านักท่องเที่ยว 10 ล้านคนที่มาเมืองไทยมีสัดส่วน 60-65 % ที่กลับมาใหม่ มาแล้วมาอีก มาเที่ยวซ้ำ เขาอาจไปกทม. พัทยา เชียงใหม่หมด แต่เมืองไทยมีให้เที่ยวมากกว่านั้นแต่คนจีนไม่รู้จัก " ทรงวุฒิ กล่าว

การสื่อสารปัญหาใหญ่ทัวร์จีน

สำหรับนโยบายบริษัทปีแรก ซีอีโอ ซีทีเอสที เผยว่าจะมุ่งเน้นไปเรื่องการบริการ การเตรียมความพร้อมมากกว่า โดยจะเริ่มจากการเปิดให้บริการ คอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งจะเปิด 3 จุดหัวเมืองที่นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวมาก คือพัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ประสานงานในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นกับนักท่องเที่ยวจีน เพราะเห็นว่าปัญหาของคนจีนคือภาษา ไม่สามารถสื่อสารกับคนไทยได้ เมื่อเกิดปัญหาการโทร.หาสถานทูต อาจให้ความช่วยเหลือไม่ทัน เราจึงมีคอลล์เซ็นเตอร์ไว้คอยช่วยเหลือให้ไวที่สุด เพราะถ้าสื่อกันไม่ได้นักท่องเที่ยวเขาจะค้างคาใจไปตลอด เราต้องแก้ปัญหาตรงนี้ก่อน ส่วนในอนาคตมีแผนที่จะเปิดหลักสูตรอบรมภาษาจีนด้วย

ส่วนการทำทัวร์คงจะเริ่มปีหน้า และจะเน้นตลาดไฮเอนด์ เป็นหลัก มองหาตลาดใหม่ ที่เป็นลักชัวรี และแสวงหาความแปลกใหม่มาบริการนักท่องเที่ยว ทัวร์รถ โรงแรม อาหาร โดยไม่รีบร้อน มีกรุ๊ปทัวร์ที่รู้จักมาเที่ยวเมืองไทยใช้จ่ายคนละ 5 แสนบาท ซึ่งเขายินดีจ่าย และอยากได้การบริการที่ดี ซึ่งการโปรโมตตลาดทัวร์ไฮเอนด์ทำได้ไม่ยาก ซีทีเอส มีเว็บไซต์และสำนักงานสาขาอยู่ทั่วเมืองจีนกว่า 300 แห่ง และยังเป็นบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับความน่าเชื่อถือจากนักท่องเที่ยวจีนอยู่แล้ว

ข้อเท็จจริงบอยคอตต์ไม่มาเมืองไทย

ส่วนที่ว่านักท่องเที่ยวจีนจะบอยคอตต์ไม่มาเที่ยวเมืองไทย ? ทรงวุฒิ ให้ความเห็นว่า คงยากที่จะเข้าไปห้ามความคิดของโลกโซเชียล แต่ผมมองว่าเว็บไซต์ของจีนเกิดเร็วมาก และก็หายเร็วมากเช่นกัน ส่วนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าคนจีนเสียงดังเป็นวัฒนธรรมของเขา ทัวร์จีนมีทั้งจากเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ต้องมองเป็นอุปนิสัยที่แก้ลำบากและไม่ได้เสียงดังทุกคน ต้องหาวิธีการให้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งกันมากกว่า ทั้งคนไทยและทัวร์จีน ต้องสื่อสารและเรียนรู้ ศึกษาวัฒนธรรม ซึ่งกันและกันให้ได้

ทัวร์จีนอาจมีปัญหาบ้างแต่เกิดขึ้นน้อยมาก อย่าตีความทั้งหมด เช่นการเอารูปกินกุ้งไปลง วีแชต ซึ่งเป็นเรื่องเก่ามันไม่ถูก เพราะอย่าลืมว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของคนจีนที่นำเงินมาใช้ในเมืองไทยคนละ 4.7 หมื่นบาท เป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป เราต้องมองตรงนี้ด้วย อย่าไปมองแค่ผิวเผิน เพราะมีส่วนสำคัญต่อจีพีดี บ้านเราเช่นกัน ต้องอะลุ้มอล่วยกันบ้าง ต้องให้เกียรติกัน

ขณะนี้มีปัญหาหลายประเทศ ไทเป มีปัญหาการเมือง คนจีนไม่ไป ฮ่องกงมีปัญหาถูกแอนตี้ เมืองไทยคนจีนเลือกเป็นอันดับ 1 ปีนี้คนจีนออกนอกประเทศ 120 ล้านคน จะมีประมาณไม่เกิน 40-50% ไปมาเก๊า ที่เหลือ 60-70 ล้านคน มาเมืองไทยประมาท 15% ซึ่งถือว่ามาก และถ้าหายไปก็คงลำบาก แต่โดยนิสัยคนจีนชอบเปรียบเทียบเช่น เมื่อซื้อทัวร์มาเมืองไทยราคาต่างกัน เขาชอบทะเลาะกันว่าใครซื้อได้ถูกกว่า ซึ่งเมื่อมาแล้วใช้จ่ายไม่อั้น อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการชอบซื้อทัวร์ในราคาถูก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,180 วันที่ 4 - 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business