
ความกังวลในภาวะค่าครองชีพยังคงกดดันความเชื่อมั่นครัวเรือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคาะห์เรื่อง ความกังวลในภาวะค่าครองชีพยังคงกดดันความเชื่อมั่นครัวเรือน
•ดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือน (KR-ECI) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 42.5 จากระดับ 42.7 ในเดือนพ.ค. 2559 สะท้อนมุมมองครัวเรือนที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้สิน ขณะที่ครัวเรือนกลับมีมุมมองที่ดีขึ้นในเรื่องของรายได้และเงินออม ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินพิเศษช่วงกลางปีของหลายองค์กร
•ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ก็ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 มาอยู่ที่ระดับ 43.3 จากแรงกดดันทางด้านความกังวลที่มากขึ้นในด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการของภาครัฐในระยะต่อจากนี้อาจจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่อ่อนไหวสูงต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เช่น ผู้ส่งออก และครัวเรือนกลุ่มฐานราก เพื่อทุเลาแรงกดดันการบริโภคของภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี 2559
ช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ที่ผ่านพ้นไปกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ส่งผลให้การส่งออกหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนและคาดว่าตลอดทั้งปี 2559 จะหดตัวที่ร้อยละ 2.0 ประกอบกับการส่งสัญญาณของปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะช้าลงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ราคาสินค้าในประเทศก็ปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งเป็นผลจากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัญหาภัยแล้งในช่วงก่อนหน้านี้ สวนทางกับรายได้ครัวเรือนที่ยังเผชิญแรงกดดันอยู่ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่แม้ว่าผลกระทบจากภาวะภัยแล้งจะบรรเทาลง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยกับรายได้ที่สูญเสียไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ภาครัฐต้องมีมาตรการออกมาประคับประคองสถานการณ์รายได้ครัวเรือนเกษตรในระยะนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของครัวเรือนในเดือนนี้
•ครัวเรือนมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือน (KR-ECI) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 ที่ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 42.5 จากระดับ 42.7 ในเดือนพ.ค. 2559 โดยครัวเรือนมีมุมมองที่กังวลเพิ่มมากขึ้นต่อสถานการณ์ราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของภัยแล้งในช่วงก่อนหน้า และราคาน้ำมันขายปลีกที่ขยับขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมไปถึงมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ และภาระหนี้สินที่มีความกังวลเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. 2559 โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มฐานรากที่ยังคงมีความเปราะบางในสถานะทางการเงินจากการก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์
ขณะที่ดัชนีองค์ประกอบที่สะท้อนมุมมองต่อรายได้และเงินออมในเดือนมิ.ย. 2559 กลับปรับตัวดีขึ้นมาที่ 49.4 และ 46.1 จากระดับ 47.2 และ 45.4 ในเดือนก่อนหน้า ตามลำดับ สะท้อนความกังวลที่ลดลง ในเรื่องรายได้และเงินออมของครัวเรือน โดยในประเด็นของรายได้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำครึ่งปีของหลายองค์กรในเดือนมิ.ย. ส่งผลไปถึงสถานการณ์เงินออมที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนยังมีพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนพ.ค. 2559 โดยลดสัดส่วนการถือครองเงินสด และเปลี่ยนเป็นการถือครองหุ้นสามัญและทองคำในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เป็นเพราะพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าของภาคครัวเรือน (Search for Yield) ในช่วงความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดทองคำ หลังผลการลงประชามติ Brexit ออกมาผิดแผกจากการคาดการณ์ของตลาด
•ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6...สะท้อนมุมมองครัวเรือนที่ยังเต็มไปด้วยความกังวลกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า โดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 43.3 จากระดับ 44.1 ในเดือนพ.ค. 2559 แสดงถึงความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ราคาสินค้าที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินต่างๆ ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 โดยเฉพาะภาระหนี้สินในหมวดที่อยู่อาศัยที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อาทิโครงการบ้านประชารัฐ โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ
โดยสรุป ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) และดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงปรับตัวลดลงติดต่อกันตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา โดยในเดือนมิ.ย. 2559 ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 42.5 และ 43.3 ตามลำดับ สะท้อนความความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อภาวะการครองชีพทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้สิน ซึ่งมุมมองของครัวเรือนที่เต็มไปด้วยความกังวลนี้จะเป็นปัจจัยกดดันต่อภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เพื่อเป็นการประคับประคองภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน มาตรการของภาครัฐในระยะต่อไป อาจจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูงต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงภาวะการจ้างการงานภายในประเทศ หรือการผ่อนคลายภาระหนี้สินในระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวทางด้านรายได้ให้แก่กลุ่มฐานรากที่เป็นกำลังสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน
•ดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือน (KR-ECI) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 42.5 จากระดับ 42.7 ในเดือนพ.ค. 2559 สะท้อนมุมมองครัวเรือนที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้สิน ขณะที่ครัวเรือนกลับมีมุมมองที่ดีขึ้นในเรื่องของรายได้และเงินออม ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินพิเศษช่วงกลางปีของหลายองค์กร
•ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ก็ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 มาอยู่ที่ระดับ 43.3 จากแรงกดดันทางด้านความกังวลที่มากขึ้นในด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มาตรการของภาครัฐในระยะต่อจากนี้อาจจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่อ่อนไหวสูงต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เช่น ผู้ส่งออก และครัวเรือนกลุ่มฐานราก เพื่อทุเลาแรงกดดันการบริโภคของภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปี 2559
ช่วงครึ่งแรกของปี 2559 ที่ผ่านพ้นไปกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง ส่งผลให้การส่งออกหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนและคาดว่าตลอดทั้งปี 2559 จะหดตัวที่ร้อยละ 2.0 ประกอบกับการส่งสัญญาณของปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะช้าลงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ราคาสินค้าในประเทศก็ปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ซึ่งเป็นผลจากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัญหาภัยแล้งในช่วงก่อนหน้านี้ สวนทางกับรายได้ครัวเรือนที่ยังเผชิญแรงกดดันอยู่ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่แม้ว่าผลกระทบจากภาวะภัยแล้งจะบรรเทาลง แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยกับรายได้ที่สูญเสียไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ภาครัฐต้องมีมาตรการออกมาประคับประคองสถานการณ์รายได้ครัวเรือนเกษตรในระยะนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวยังเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของครัวเรือนในเดือนนี้
•ครัวเรือนมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการดำรงชีพในปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือน (KR-ECI) ประจำเดือนมิ.ย. 2559 ที่ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 42.5 จากระดับ 42.7 ในเดือนพ.ค. 2559 โดยครัวเรือนมีมุมมองที่กังวลเพิ่มมากขึ้นต่อสถานการณ์ราคาสินค้า โดยเฉพาะราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของภัยแล้งในช่วงก่อนหน้า และราคาน้ำมันขายปลีกที่ขยับขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมไปถึงมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ และภาระหนี้สินที่มีความกังวลเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. 2559 โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มฐานรากที่ยังคงมีความเปราะบางในสถานะทางการเงินจากการก่อหนี้เพื่อที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์
ขณะที่ดัชนีองค์ประกอบที่สะท้อนมุมมองต่อรายได้และเงินออมในเดือนมิ.ย. 2559 กลับปรับตัวดีขึ้นมาที่ 49.4 และ 46.1 จากระดับ 47.2 และ 45.4 ในเดือนก่อนหน้า ตามลำดับ สะท้อนความกังวลที่ลดลง ในเรื่องรายได้และเงินออมของครัวเรือน โดยในประเด็นของรายได้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษประจำครึ่งปีของหลายองค์กรในเดือนมิ.ย. ส่งผลไปถึงสถานการณ์เงินออมที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนยังมีพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนพ.ค. 2559 โดยลดสัดส่วนการถือครองเงินสด และเปลี่ยนเป็นการถือครองหุ้นสามัญและทองคำในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เป็นเพราะพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าของภาคครัวเรือน (Search for Yield) ในช่วงความผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดทองคำ หลังผลการลงประชามติ Brexit ออกมาผิดแผกจากการคาดการณ์ของตลาด
•ขณะที่ดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6...สะท้อนมุมมองครัวเรือนที่ยังเต็มไปด้วยความกังวลกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า โดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 43.3 จากระดับ 44.1 ในเดือนพ.ค. 2559 แสดงถึงความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ราคาสินค้าที่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินต่างๆ ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 โดยเฉพาะภาระหนี้สินในหมวดที่อยู่อาศัยที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ อาทิโครงการบ้านประชารัฐ โครงการบ้าน ธอส. เพื่อข้าราชการ
โดยสรุป ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) และดัชนีสะท้อนมุมมองคาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า (3-month Expected KR-ECI) ยังคงปรับตัวลดลงติดต่อกันตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา โดยในเดือนมิ.ย. 2559 ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 42.5 และ 43.3 ตามลำดับ สะท้อนความความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อภาวะการครองชีพทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นด้านสถานการณ์ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงภาระหนี้สิน ซึ่งมุมมองของครัวเรือนที่เต็มไปด้วยความกังวลนี้จะเป็นปัจจัยกดดันต่อภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เพื่อเป็นการประคับประคองภาพการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน มาตรการของภาครัฐในระยะต่อไป อาจจะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูงต่อปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงภาวะการจ้างการงานภายในประเทศ หรือการผ่อนคลายภาระหนี้สินในระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาวะตึงตัวทางด้านรายได้ให้แก่กลุ่มฐานรากที่เป็นกำลังสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน






