
อ.ส.ค.ติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดไม่ล็อกสเปก
อ.ส.ค.แจงกรณีติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดที่โรงงานแปรรูปนมมวกเหล็ก วงเงิน 2,500 ล้านบาท ยันไม่ล็อกสเปก ขั้นตอนเปิดประมูลโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อเตรียมการรองรับนมดิบที่เพิ่มขึ้น 10 % กันนมล้น เสริมศักยภาพการผลิตพร้อมแข่งขันตลาด
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีโครงการติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีด (High Speed) ที่โรงงานแปรรูปนม อ.ส.ค.ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ว่า อ.ส.ค.ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างโครงการติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดที่โรงงานนม อ.ส.ค.ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก วงเงิน 2,500 ล้านบาท ดำเนินการอย่างถูกต้อง รัดกุม โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ได้ล็อก สเปกเอื้อแก่ภาคเอกชนรายใดรายหนึ่ง ความจำเป็นที่ อ.ส.ค.ต้องเพิ่มเครื่องบรรจุแบบไฮสปีด ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค. ใช้แบบโลว์สปีด (Low Speed) กำลังผลิต 5,000 กล่อง/ชั่วโมง โดยเครื่องบรรจุแบบไฮสปีด จะมีกำลังการผลิต 23,000 กล่อง/ชั่วโมง เพื่อเตรียมการรองรับปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และศูนย์รวบรวมนมดิบ ประมาณ 48 แห่ง ที่ลงนามบันทึกข้อตกลงการบริหารจัดการน้ำนมโค (MOU) กับ อ.ส.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10 %
ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ พร้อมเป็นช่องทางรองรับปัญหานมดิบล้นตลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงของ อ.ส.ค.และช่วยลดความเสี่ยงให้กับสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมด้วย
“ปัจจุบัน อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกเข้าสู่โรงงานแปรรูปของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 แห่ง ประมาณ 600-650 ตัน/วัน ในส่วนของโรงงานนม อ.ส.ค. มวกเหล็ก มีน้ำนมดิบเข้าสู่โรงงานเฉลี่ยสูงสุดวันละ 232 ตัน/วัน ซึ่งเกินกำลังการผลิตของเครื่องบรรจุนมแบบโลว์สปีด จำนวน 18 เครื่องที่มีกำลังผลิต 5,000 กล่อง/ชั่วโมง หรือประมาณ 210-220 ตัน/วัน อ.ส.ค.จำเป็นต้องขนส่งน้ำนมดิบส่วนเกินไปยังโรงงานแปรรูปในภูมิภาคต่างๆ วันละ ประมาณ 30-40 ตัน ทำให้สูญเสียค่าขนส่งสูงถึง 0.90-1 บาท/กิโลกรัม/วัน ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และบ่อยครั้งที่เครื่องบรรจุแบบโลว์สปีดมีปัญหาชำรุดหรือเครื่องจักรเสีย และการซ่อมแซมมีความล่าช้า ทำการผลิตไม่ได้และเกิดความสูญเสียถึง 2-4 % ทั้งยังทำให้น้ำนมตกค้างแท้งค์ ไม่สามารถลงน้ำนมจากรถบรรทุกได้ และทำให้นมเสียต้องเททิ้ง อ.ส.ค.จึงต้องปรับเปลี่ยนเครื่องบรรจุเป็นแบบไฮสปีด เพื่อลดความเสียหายและลดความเสี่ยงจากปัญหาดังกล่าว”
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวย้ำอีกว่า การประกวดราคาติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีด ไม่มีการล็อกสเปก อ.ส.ค.ได้ยึดตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรีและดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าแข่งขันอย่างเสรี แต่เนื่องจากในโลกนี้มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ผลิตเครื่องบรรจุนมแบบไฮสปีด คือ บริษัท เต็ดตราแพ้ค(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด อ.ส.ค.จึงได้เชิญทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวเข้ามายื่นซองประกวดราคาบนพื้นฐานทีโออาร์ (TOR) เดียวกัน ซึ่งมีการแข่งขันต่อสู้กันอย่างโปร่งใส ผลปรากฏว่า บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯ ชนะการประกวดราคา เมื่อผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้วไม่มีการร้องเรียนจากบริษัทคู่แข่งแต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายยอมรับใน TOR ที่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน
สำหรับผลการประกวดราคาโครงการฯนี้ใช้วงเงิน 2,500 ล้านบาท เป็นค่าเช่าเครื่องบรรจุนมแบบไฮสปีด 3 เครื่องๆ ละ 1,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 7 ปี วงเงินรวม 420 ล้าน ทั้งยังมีค่ากระดาษที่ใช้ผลิตกล่องนมตามที่ อ.ส.ค.ได้ประมาณการผลิตไว้ล่วงหน้า 7 ปี ค่าดูแลรักษาและบำรุงเครื่องจักรและอื่นๆ ซึ่งราคาที่บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯเสนอวงเงิน 2,500 ล้านบาทนั้น ถูกกว่าราคาของบริษัท เต็ดตราแพ้คฯ ปีละ 23 ล้านบาท หากคิดระยะเวลา 7 ปี เป็นเงินสูงถึง 161 ล้านบาท บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯจึงจะชนะประกวดราคา” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว
“จำนวนแม่โคภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำนมดิบที่อยู่ในเกณฑ์สูงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ปลดแม่โคอายุมากออกจากฝูง นอกจากนั้น เกษตรกรยังมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น มีการใช้อาหารคุณภาพดีเลี้ยงโคนม เช่น อาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) หรือใช้เนเปียร์ปากช่อง 1 ซึ่งมีโปรตีนสูง ทำให้ได้ผลผลิตน้ำนมดิบมากขึ้น ส่งผลให้มีน้ำนมดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวและช่วงนักเรียนปิดเทอมทั้ง 2 เทอม เพราะผู้ประกอบการในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนหลายรายหยุดผลิตในช่วงปิดเทอม ทำให้มีน้ำนมดิบเข้าสู่ระบบสูงกว่าปกติ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหานมล้นตลาด ดังนั้น อ.ส.ค.จึงต้องเร่งเตรียมการรับรองปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เบื้องต้นคาดว่า การติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมกราคม 2560 และสามารถเดินเครื่องผลิตได้” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีโครงการติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีด (High Speed) ที่โรงงานแปรรูปนม อ.ส.ค.ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ว่า อ.ส.ค.ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างโครงการติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดที่โรงงานนม อ.ส.ค.ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก วงเงิน 2,500 ล้านบาท ดำเนินการอย่างถูกต้อง รัดกุม โปร่งใส เป็นธรรม และไม่ได้ล็อก สเปกเอื้อแก่ภาคเอกชนรายใดรายหนึ่ง ความจำเป็นที่ อ.ส.ค.ต้องเพิ่มเครื่องบรรจุแบบไฮสปีด ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค. ใช้แบบโลว์สปีด (Low Speed) กำลังผลิต 5,000 กล่อง/ชั่วโมง โดยเครื่องบรรจุแบบไฮสปีด จะมีกำลังการผลิต 23,000 กล่อง/ชั่วโมง เพื่อเตรียมการรองรับปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่เป็นสมาชิกสหกรณ์และศูนย์รวบรวมนมดิบ ประมาณ 48 แห่ง ที่ลงนามบันทึกข้อตกลงการบริหารจัดการน้ำนมโค (MOU) กับ อ.ส.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10 %
ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายกำลังผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ พร้อมเป็นช่องทางรองรับปัญหานมดิบล้นตลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงของ อ.ส.ค.และช่วยลดความเสี่ยงให้กับสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมด้วย
“ปัจจุบัน อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกเข้าสู่โรงงานแปรรูปของ อ.ส.ค. ทั้ง 5 แห่ง ประมาณ 600-650 ตัน/วัน ในส่วนของโรงงานนม อ.ส.ค. มวกเหล็ก มีน้ำนมดิบเข้าสู่โรงงานเฉลี่ยสูงสุดวันละ 232 ตัน/วัน ซึ่งเกินกำลังการผลิตของเครื่องบรรจุนมแบบโลว์สปีด จำนวน 18 เครื่องที่มีกำลังผลิต 5,000 กล่อง/ชั่วโมง หรือประมาณ 210-220 ตัน/วัน อ.ส.ค.จำเป็นต้องขนส่งน้ำนมดิบส่วนเกินไปยังโรงงานแปรรูปในภูมิภาคต่างๆ วันละ ประมาณ 30-40 ตัน ทำให้สูญเสียค่าขนส่งสูงถึง 0.90-1 บาท/กิโลกรัม/วัน ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และบ่อยครั้งที่เครื่องบรรจุแบบโลว์สปีดมีปัญหาชำรุดหรือเครื่องจักรเสีย และการซ่อมแซมมีความล่าช้า ทำการผลิตไม่ได้และเกิดความสูญเสียถึง 2-4 % ทั้งยังทำให้น้ำนมตกค้างแท้งค์ ไม่สามารถลงน้ำนมจากรถบรรทุกได้ และทำให้นมเสียต้องเททิ้ง อ.ส.ค.จึงต้องปรับเปลี่ยนเครื่องบรรจุเป็นแบบไฮสปีด เพื่อลดความเสียหายและลดความเสี่ยงจากปัญหาดังกล่าว”
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวย้ำอีกว่า การประกวดราคาติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีด ไม่มีการล็อกสเปก อ.ส.ค.ได้ยึดตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักนายกรัฐมนตรีและดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าแข่งขันอย่างเสรี แต่เนื่องจากในโลกนี้มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่ผลิตเครื่องบรรจุนมแบบไฮสปีด คือ บริษัท เต็ดตราแพ้ค(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อก จำกัด อ.ส.ค.จึงได้เชิญทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวเข้ามายื่นซองประกวดราคาบนพื้นฐานทีโออาร์ (TOR) เดียวกัน ซึ่งมีการแข่งขันต่อสู้กันอย่างโปร่งใส ผลปรากฏว่า บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯ ชนะการประกวดราคา เมื่อผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้วไม่มีการร้องเรียนจากบริษัทคู่แข่งแต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายยอมรับใน TOR ที่กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน
สำหรับผลการประกวดราคาโครงการฯนี้ใช้วงเงิน 2,500 ล้านบาท เป็นค่าเช่าเครื่องบรรจุนมแบบไฮสปีด 3 เครื่องๆ ละ 1,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 7 ปี วงเงินรวม 420 ล้าน ทั้งยังมีค่ากระดาษที่ใช้ผลิตกล่องนมตามที่ อ.ส.ค.ได้ประมาณการผลิตไว้ล่วงหน้า 7 ปี ค่าดูแลรักษาและบำรุงเครื่องจักรและอื่นๆ ซึ่งราคาที่บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯเสนอวงเงิน 2,500 ล้านบาทนั้น ถูกกว่าราคาของบริษัท เต็ดตราแพ้คฯ ปีละ 23 ล้านบาท หากคิดระยะเวลา 7 ปี เป็นเงินสูงถึง 161 ล้านบาท บริษัท เอสไอจี คอมบิบล็อกฯจึงจะชนะประกวดราคา” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว
“จำนวนแม่โคภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับราคาน้ำนมดิบที่อยู่ในเกณฑ์สูงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ปลดแม่โคอายุมากออกจากฝูง นอกจากนั้น เกษตรกรยังมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น มีการใช้อาหารคุณภาพดีเลี้ยงโคนม เช่น อาหารทีเอ็มอาร์ (TMR) หรือใช้เนเปียร์ปากช่อง 1 ซึ่งมีโปรตีนสูง ทำให้ได้ผลผลิตน้ำนมดิบมากขึ้น ส่งผลให้มีน้ำนมดิบเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวและช่วงนักเรียนปิดเทอมทั้ง 2 เทอม เพราะผู้ประกอบการในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนหลายรายหยุดผลิตในช่วงปิดเทอม ทำให้มีน้ำนมดิบเข้าสู่ระบบสูงกว่าปกติ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหานมล้นตลาด ดังนั้น อ.ส.ค.จึงต้องเร่งเตรียมการรับรองปริมาณน้ำนมที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เบื้องต้นคาดว่า การติดตั้งเครื่องบรรจุนม UHT แบบไฮสปีดจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมกราคม 2560 และสามารถเดินเครื่องผลิตได้” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว






