
ทิศทางตลาดหุ้นวันนี้(8 ก.ค..59)...บล.เคทีบี(ประเทศไทย)
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ (8 ก.ค.) ปัจจัยเรื่อง BRExit ไม่มีอะไรใหม่ๆเข้ามากระทบค่าเงินปอนด์จึงทรงๆตัว แต่ตลาดอาจไปให้ความสนใจในเรื่อง ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ที่ปรับตัวลดลง $2 เหรียญ เพราะตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯที่อยู่ในระดับสูง แต่มองว่ายังไม่น่าเปลี่ยนทิศทางราคาน้ำมันดิบได้ เพียงแต่จะถูกจำกัดกรอบไม่ให้เกิน $50 เหรียญเท่านั้นทำให้ หุ้นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน และโรงกลั่นน้ำมัน ขาดความน่าสนใจผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจึงมีผลเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ด้านปัจจัยในประเทศนั้น รองนายกรัฐมนตรียังมอง GDP ไตรมาส 2 โตเกิน 3.0% (ไตรมาสแรก=3.2%) และแผนกระตุ้นการลงทุนที่ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย อีกทั้ง การกลับเข้ามาซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ พร้อมกับการสูงขึ้นของดัชนีฯวานนี้ ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ทำให้ภาพของตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะบวกต่อ แต่จะเป็นลักษณะของไซดเวย์ เนื่องจากใกล้ระดับเป้าหมายที่เรามองไว้ที่ 1,468 จุด เข้ามาทุกขณะ นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้า ตลาดหุ้นไทยจะต้องรับรู้ผลของตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่จะรายงานในวันนี้ (Non-farm payroll +180k จากเดือนก่อน +38k) และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญๆของจริงในช่วงต้นสัปดาห์ คือ ตัวเลขส่งออก , ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะเป็นเหตุให้ นักลงทุนบางส่วนจะชะลอการลงทุนในวันนี้ เพื่อรอดูตัวเลขดังกล่าว จึงทำให้เรามองตลาดเพียงแค่ บวกแบบอ่อนๆ
ส่วนปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดในระหว่างวัน จะเป็น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ผลการหารือระหว่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และ ผลการประมูลรถเมล์ NGV ที่มีบริษัทในตลาด คือ CHO เข้าร่วมประมูล
ด้านกลยุทธ์การลงทุนภาพรวมของตลาดยังเป็นบวก เพียงแต่จะผันผวนตามปัจจัยหลายตัวที่มีผล ทั้ง BRExit และราคาน้ำมัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ บล. KTBST จึงให้เป็น 2 ทาง คือ นักลงทุนที่มีหุ้นในพอร์ตที่ราคาปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง อาจเลือกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่นักลงทุนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ เรายังแนะนำหุ้นกลุ่ม Domestic Play หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) งวดกลางปี ที่ให้จ่ายปันผลสูงเช่นเดิม และหุ้นที่เราคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน อาทิ BANPU , AMATA , BAFS , SPCG มองกรอบดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ที่ 1,450-1,468 จุด
ด้านปัจจัยในประเทศนั้น รองนายกรัฐมนตรียังมอง GDP ไตรมาส 2 โตเกิน 3.0% (ไตรมาสแรก=3.2%) และแผนกระตุ้นการลงทุนที่ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย อีกทั้ง การกลับเข้ามาซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศ พร้อมกับการสูงขึ้นของดัชนีฯวานนี้ ที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ทำให้ภาพของตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะบวกต่อ แต่จะเป็นลักษณะของไซดเวย์ เนื่องจากใกล้ระดับเป้าหมายที่เรามองไว้ที่ 1,468 จุด เข้ามาทุกขณะ นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้า ตลาดหุ้นไทยจะต้องรับรู้ผลของตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่จะรายงานในวันนี้ (Non-farm payroll +180k จากเดือนก่อน +38k) และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญๆของจริงในช่วงต้นสัปดาห์ คือ ตัวเลขส่งออก , ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะเป็นเหตุให้ นักลงทุนบางส่วนจะชะลอการลงทุนในวันนี้ เพื่อรอดูตัวเลขดังกล่าว จึงทำให้เรามองตลาดเพียงแค่ บวกแบบอ่อนๆ
ส่วนปัจจัยที่จะมีผลต่อตลาดในระหว่างวัน จะเป็น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ผลการหารือระหว่างธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และ ผลการประมูลรถเมล์ NGV ที่มีบริษัทในตลาด คือ CHO เข้าร่วมประมูล
ด้านกลยุทธ์การลงทุนภาพรวมของตลาดยังเป็นบวก เพียงแต่จะผันผวนตามปัจจัยหลายตัวที่มีผล ทั้ง BRExit และราคาน้ำมัน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ บล. KTBST จึงให้เป็น 2 ทาง คือ นักลงทุนที่มีหุ้นในพอร์ตที่ราคาปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง อาจเลือกขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่นักลงทุนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ เรายังแนะนำหุ้นกลุ่ม Domestic Play หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล (Dividend yield) งวดกลางปี ที่ให้จ่ายปันผลสูงเช่นเดิม และหุ้นที่เราคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน อาทิ BANPU , AMATA , BAFS , SPCG มองกรอบดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ที่ 1,450-1,468 จุด






